BTC ยังมีเซอร์ไพรส์! JPMorgan เผยเป้าราคาใหม่ท่ามกลางตลาดผันผวน

BTC ยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจนนัก ขณะที่ JPMorgan คาดว่าราคา Bitcoin อาจไต่ขึ้นถึง $240,000 ระยะยาว จากการประเมินโครงสร้างตลาดล่าสุด ซึ่งเกิดขึ้นหลัง Bitcoin ร่วงจากจุดสูงสุดต้นเดือนต.ค.ที่ $126,000 ลงมาใกล้ $82,000 ก่อนจะยืนเหนือ $87,000 ในตอนนี้
คริปโตไม่เหมือนเดิมแล้ว! BTC กำลังกลายเป็นสินทรัพย์มหภาคเต็มตัว
ในรายงานดังกล่าว นักวิเคราะห์ของ JPMorgan ชี้ว่าตลาดคริปโตกำลังถูกขับเคลื่อนด้วย “ปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค” มากกว่าการเกิด “Bitcoin Halving” ทุก 4 ปี ซึ่งเคยเป็นตัวเร่งสำคัญของกระแสตลาดกระทิงในอดีต
“คริปโตกำลังเปลี่ยนจากลักษณะของระบบที่คล้าย Venture Capital สู่การเป็นสินทรัพย์มหภาคที่ซื้อขายได้ทั่วไป โดยได้รับแรงสนับสนุนจากสภาพคล่องของสถาบัน มากกว่าการเก็งกำไรของนักลงทุนรายย่อย” JPMorgan ระบุ
นักวิเคราะห์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการคริปโตในระยะแรกเริ่มเคยพึ่งพาการระดมทุนขนาดใหญ่จากรอบส่วนตัว ซึ่งมักส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยต้องจ่ายในราคาที่สูง แต่ปัจจุบัน การมีส่วนร่วมของรายย่อยได้ลดลงอย่างมาก และสถาบันการเงินกลายเป็นผู้ที่ช่วยสร้างความลึกของตลาด ทำให้การซื้อขายมีเสถียรภาพมากขึ้น และช่วยยึดโยงราคาคริปโตในระยะยาว
“ราคาคริปโตในปัจจุบันได้รับอิทธิพลจากแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคมากขึ้น แทนที่จะขึ้นอยู่กับวัฏจักร Halving ของ Bitcoin ซึ่งเคยเป็นปัจจัยที่คาดการณ์ได้”
หนึ่งในผู้บรรยายที่ร่วมงานของ JPMorgan กล่าวว่า BTC มีโอกาส “แตะ $240,000 ในระยะยาว” โดยมองว่ามันเป็นสินทรัพย์สำหรับการเติบโตในระยะหลายปี ไม่ใช่สินทรัพย์ที่ขึ้นอยู่กับวัฏจักรระยะสั้น
แม้โครงสร้างตลาดจะเปลี่ยนไป แต่ JPMorgan ยังคงมองว่าตลาดคริปโตยังมีลักษณะ “สภาพคล่องสูง แต่ยังไม่มีประสิทธิภาพในเชิงโครงสร้าง” และความไม่สมดุลของสภาพคล่องอาจทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรง
JPMorgan เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ผูก IBIT ให้โอกาสกำไร “ไม่จำกัด” ถึงปี 2028
ล่าสุด JPMorgan ได้ยื่นเอกสารสำหรับผลิตภัณฑ์ Structured Note ใหม่ที่เชื่อมโยงกับ iShares Bitcoin Trust ETF (IBIT) ของ BlackRock โดยผลิตภัณฑ์นี้เปิดโอกาสให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนแบบ “ไม่จำกัด” จนถึงปี 2028 หาก BTC มีการปรับตัวขึ้นอย่างมาก
โครงสร้างหลักของผลิตภัณฑ์มีดังนี้:
- หาก IBIT มีมูลค่าถึงหรือเกินเป้าหมายที่ JPMorgan กำหนดไว้ภายในปี 2026 ธนาคารจะไถ่ถอน Note ก่อนกำหนด และจ่ายผลตอบแทนขั้นต่ำ 16%
- หาก IBIT ต่ำกว่าระดับดังกล่าว Note จะดำเนินต่อไปจนถึงปี 2028 โดยให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนแบบ leveraged ซึ่งอาจสูงถึง 1.5 เท่าของเงินต้น โดยไม่มีขีดจำกัด หาก IBIT ทะลุเป้าหมายในปี 2028
- ผลิตภัณฑ์นี้มีการป้องกันความเสี่ยงด้านขาลง ซึ่งช่วยให้นักลงทุนสามารถรับเงินต้นคืนได้ในปี 2028 ยกเว้นในกรณีที่ IBIT ลดลงมากกว่า 30% ในปีนั้น
อย่างไรก็ตาม JPMorgan ได้เตือนนักลงทุนในเอกสารการเปิดเผยความเสี่ยงว่า Note นี้ “ไม่ได้รับประกันการคืนเงินต้น” หาก Note ไม่ถูกไถ่ถอนก่อนกำหนด และมูลค่าของ ETF ในตอนท้ายต่ำกว่าระดับที่กำหนดไว้ นักลงทุนอาจสูญเสียเงินต้น 1% ต่อทุก ๆ 1% ที่มูลค่าขั้นสุดท้ายต่ำกว่ามูลค่าเริ่มต้น
ในบางกรณี ธนาคารระบุว่า นักลงทุน “อาจสูญเสียเงินต้นทั้งหมดเมื่อครบกำหนด”
ดราม่าลุกเป็นไฟ! MSCI อาจเขี่ยบริษัทถือคริปโตออกจากดัชนี?
ในสัปดาห์นี้ JPMorgan ต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์จากการเผยแพร่บันทึกการวิจัยที่วิเคราะห์เกี่ยวกับ Morgan Stanley Capital International (MSCI) ซึ่งกำลังพิจารณาว่าจะถอดบริษัทที่ถือครองสินทรัพย์คริปโตมากกว่า 50% ของงบดุลออกจากดัชนีหรือไม่
หนึ่งในบริษัทที่อาจได้รับผลกระทบคือ MicroStrategy หรือ Strategy (NASDAQ: MSTR) ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลก โดยมีจำนวนถึง 649,870 BTC
รายงานคาดการณ์ว่าหากบริษัทถูกถอดออกจากดัชนี MSCI อาจมีเงินทุนไหลออกสูงถึง $2.8 พันล้าน และอาจพุ่งสูงถึง $8.8 พันล้าน หากผู้ให้บริการดัชนีรายอื่นนำแนวทางเดียวกันมาใช้
ประเด็นนี้ยิ่งทวีความร้อนแรงหลังจาก Jack Mallers ซีอีโอของ Strike เปิดเผยว่า JPMorgan ปิดบัญชีส่วนตัวของเขาในเดือนกันยายน โดยอ้างถึง “กิจกรรมที่น่ากังวล” และกฎหมาย Bank Secrecy Act Mallers กล่าวหาธนาคารว่าเป็นเป้าหมายที่ไม่เป็นธรรม
ชุมชนผู้สนับสนุน Bitcoin แสดงความไม่พอใจอย่างหนัก โดยมีผู้ใช้งานชื่อดังหลายรายเรียกร้องให้มีการคว่ำบาตร JPMorgan