MARA ช้อนซื้อ 400 BTC เสริมพอร์ตสถาบัน! Bitcoin ฟื้นตัวเหนือ 115,000 ดอลลาร์อีกครั้ง สัญญาณกระทิงเริ่มกลับมา

ราคา Bitcoin (BTC) กลับมายืนทรงตัวอย่างแข็งแกร่งใกล้โซน 115,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางภาวะตลาดที่ยังคงสมดุลระหว่างความเชื่อมั่นเชิงบวกและความกังวลในระยะสั้น การฟื้นตัวครั้งนี้ได้รับแรงหนุนสำคัญจากความสนใจของนักลงทุนสถาบัน โดยล่าสุด MARA Holdings ได้เข้าซื้อ Bitcoin เพิ่มเติมถึง 400 BTC คิดเป็นมูลค่าราว 46.3 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Michael Saylor จาก MicroStrategy ก็ออกมาส่งสัญญาณว่าอาจมีการเข้าซื้อเพิ่มในเร็วๆ นี้ ซึ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นของกลุ่มทุนใหญ่สวนทางกับความลังเลของนักลงทุนรายย่อย
สำหรับนักลงทุนรายย่อยที่อาจยังมีความลังเล การศึกษาข้อมูลพื้นฐานก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยสามารถเริ่มต้นจาก คู่มือวิธีซื้อบิทคอยน์สำหรับมือใหม่ เพื่อสร้างความเข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุน
สถาบันช้อนซื้อ Bitcoin! MARA และ Saylor ปลุกความเชื่อมั่น
การเข้าซื้อ Bitcoin ล่าสุดของ MARA Holdings จำนวน 400 BTC ผ่านแพลตฟอร์ม FalconX ได้ผลักดันให้ยอดการถือครอง BTC ทั้งหมดของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 52,850 BTC ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 6.12 พันล้านดอลลาร์ การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในระยะยาวของกลุ่มนักลงทุนสถาบัน แม้ว่าตลาดจะมีความผันผวนในระยะสั้นก็ตาม
โดยทั่วไปแล้ว การเข้าซื้อของสถาบันขนาดใหญ่มักทำหน้าที่เป็นปัจจัยกระตุ้นทางจิตวิทยาให้กับตลาดในวงกว้าง และส่งสัญญาณถึงความเชื่อมั่นในแนวโน้มขาขึ้นของ Bitcoin ในระยะกลางถึงระยะยาว
นอกจากนี้ การที่ Michael Saylor ออกมาส่งสัญญาณเป็นนัยเกี่ยวกับการเข้าซื้อครั้งใหม่ของ MicroStrategy ก็ยิ่งโหมกระแสคาดการณ์เชิงบวกให้รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากประวัติการเข้าซื้อของบริษัทที่มักจะเกิดขึ้นใกล้โซนแนวรับสำคัญทางเทคนิค
การเคลื่อนไหวของทั้ง 2 บริษัทใหญ่ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับแนวคิดที่ว่าผู้ถือครองรายใหญ่ยังคงใช้กลยุทธ์ ‘ซื้อเมื่อย่อ’ (Buy the Dip) อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าภาพรวมตลาดจะยังอยู่ในช่วงของการพักฐานก็ตาม
นอกเหนือจาก Bitcoin ที่เป็นที่สนใจของนักลงทุนสถาบันแล้ว ในตลาดยังมี เหรียญคริปโตที่น่าลงทุนในปี 2025 อีกหลายตัวที่น่าจับตามองสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง
วิเคราะห์กราฟ Bitcoin: สัญญาณฟื้นตัวเริ่มชัดเจนขึ้น
เมื่อพิจารณาจากกราฟรายวัน โมเมนตัมระยะสั้นของ Bitcoin กำลังค่อยๆ เปลี่ยนเป็นบวกมากขึ้น โดยเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล (EMA) 9 วัน และ 20 วัน ได้เริ่มเคลื่อนตัวในแนวราบหลังจากอยู่ในช่วงขาลงมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบ่งชี้ว่าแรงกดดันจากฝั่งผู้ขายกำลังลดน้อยลง

ในขณะเดียวกัน อินดิเคเตอร์ MACD Histogram ซึ่งเคยอยู่ในแดนลบอย่างชัดเจน ก็เริ่มหดตัวเข้าใกล้เส้นศูนย์ ซึ่งเป็นสัญญาณคลาสสิกที่บ่งบอกว่าผู้ขายกำลังสูญเสียการควบคุมตลาด นอกจากนี้ ดัชนี Relative Strength Index (RSI) ก็ฟื้นตัวขึ้นมาจากโซนขายมากเกินไป (Oversold) และกลับมาเคลื่อนไหวในโซนที่เป็นกลาง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าโมเมนตัมอาจพลิกกลับเป็นขาขึ้นได้หากแรงซื้อยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง สอดคล้องกับการกลับมาเคลื่อนไหวของนักลงทุนสถาบัน ซึ่งมักจะเกิดขึ้นก่อนที่นักลงทุนรายย่อยจะกลับเข้ามาในตลาด
ด้วยสัญญาณทางเทคนิคที่เริ่มเป็นบวกนี้เอง จึงสอดคล้องกับบทวิเคราะห์บางส่วนที่มองว่า Bitcoin กำลังส่งสัญญาณกระทิงและอาจพุ่งทะลุ ATH ได้ในอนาคตอันใกล้
จับตาแนวรับ-แนวต้าน Bitcoin และกลยุทธ์เทรด
ข้อมูลจาก Order Book ยิ่งตอกย้ำสภาวะสมดุลของราคา Bitcoin ในปัจจุบัน โดยฝั่งซื้อ (Bid) มีกำแพงแนวรับที่แข็งแกร่งตั้งอยู่ที่ระดับราคา 115,174.76, 115,029.00 และ 115,155.46 ดอลลาร์ ซึ่งมีสภาพคล่องรวมกันกว่า 1 ล้านดอลลาร์ ระดับราคาเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะทำหน้าที่เป็นแนวรับระยะสั้นเพื่อป้องกันการปรับตัวลง แต่หากแนวรับนี้ถูกทำลาย ราคา BTC อาจร่วงลงเล็กน้อยประมาณ 0.1% ไปยังแนวรับถัดไปที่ 112,546.35 ดอลลาร์
ในทางกลับกัน ฝั่งขาย (Ask) มีกำแพงแนวต้านที่สร้างแรงกดดันอยู่ที่ระดับ 115,186.11, 115,444.80 และ 115,500.00 ดอลลาร์ หากราคา Bitcoin สามารถทะลุผ่านแนวต้านเหล่านี้ไปได้ อาจเป็นการเปิดทางให้เกิดการพุ่งขึ้นราว 0.3% ไปยังเป้าหมายถัดไปที่ 117,073.53 ดอลลาร์ ตามด้วยโซนแนวต้านสำคัญที่ 119,841.18 และ 119,954.42 ดอลลาร์
ในเชิงโครงสร้างราคา Bitcoin กำลังพยายามสร้างฐานที่สูงขึ้นเหนือระดับ 115,000 ดอลลาร์ การปิดตลาดยืนเหนือ 117,000 ดอลลาร์ได้อย่างมั่นคงจะถือเป็นการยืนยันการกลับตัวเป็นขาขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากราคาทะลุต่ำกว่า 112,500 ดอลลาร์ อาจเป็นการเปิดทางสู่การปรับฐานลงไปยังโซน 109,000 และ 108,200 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นโซนแนวรับถัดไป
นอกเหนือจากการวิเคราะห์ทางเทคนิคในระยะสั้นแล้ว การมองภาพรวมในระยะยาวยังเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุน ซึ่งสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากบท วิเคราะห์แนวโน้มราคา Bitcoin ในปี 2025-2030 เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน