Ethereum 2026 เตรียมอัปเกรดใหญ่ใช้ ZK พลิกโฉม L1 ครั้งใหม่

ปี 2026 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ Ethereum เมื่อเครือข่ายเตรียมอัปเกรดครั้งประวัติศาสตร์ที่จะนำเทคโนโลยี Zero-Knowledge (ZK) มาประยุกต์ใช้โดยตรงบน Layer 1 การพัฒนาครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญเทียบเท่ากับ The Merge โดยมีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการประมวลผลธุรกรรมสูงถึง 10,000 TPS
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของตลาดระยะสั้นก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ โดยมี สัญญาณล่าสุดที่นักเทรดแห่ Long BTC แต่ Short ETH ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองที่แตกต่างกันในหมู่นักลงทุน
ลุยอัปเกรดใหญ่! รวมสภาพคล่อง L2 ไร้รอยต่อผ่าน ZKsync Atlas
แก่นของการอัปเกรดอยู่ที่การปรับเปลี่ยนกลไกการทำงานของ Validators แทนที่จะประมวลผลธุรกรรมทุกรายการซ้ำอีกครั้ง ระบบใหม่จะใช้การตรวจสอบผ่าน ZK-proof ซึ่งเป็นหลักฐานทางคณิตศาสตร์ที่ยืนยันความถูกต้องของบล็อก วิธีการนี้ช่วยแก้ไขปัญหา Blockchain Trilemma ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากการตรวจสอบใช้ทรัพยากรน้อยจนสามารถทำงานได้แม้บนสมาร์ทโฟน
นักวิจัย Justin Drake ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถตรวจสอบด้วยแล็ปท็อปรุ่นเก่าได้จริง ซึ่งจะช่วยให้ Ethereum ขยายขนาดได้อย่างมหาศาลโดยยังคงรักษาการกระจายอำนาจไว้ในระดับสูง เมื่อเทียบกับปัจจุบันที่รองรับได้เพียง 30 TPS

การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นเป็นระยะ ขณะนี้อยู่ในช่วง Phase Zero ที่เปิดให้ผู้สนใจทดลองใช้งาน ส่วน Phase One คาดว่าจะเริ่มในปี 2026 หลังการอัปเกรด Glamsterdam ในช่วงกลางปี ซึ่งจะยกเลิกการลงโทษกรณีประมวลผลล่าช้า ระยะนี้จะมี Validators ประมาณ 10% โดยเฉพาะกลุ่ม Solo Stakers ที่มีสเปคเครื่องจำกัด เปลี่ยนมาใช้ระบบ ZK-proof
Justin Drake คาดการณ์ว่าจำนวน Validators ที่เข้าร่วมจะเพิ่มจาก 1% เป็นเกือบ 10% ก่อนเข้าสู่ Phase Two ในปี 2027 ที่จะบังคับใช้ ZK-proof ทั่วทั้งเครือข่าย
ขณะเดียวกัน Vitalik Buterin ผู้ก่อตั้ง Ethereum ก็ได้ให้ความสนใจในเทคโนโลยีอื่น ๆ เช่นกัน โดยล่าสุดเขาได้ยกย่องให้ ตลาดคาดการณ์เป็นเครื่องมือค้นหาความจริงที่ดีกว่าโพลล์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าจับตาในระบบนิเวศ
อนาคตใหม่ Ethereum: EIL และ ZKsync Atlas เชื่อมต่อ L2 เป็นเครือข่ายเดียว
นอกจากการสเกลบน Layer 1 แล้ว ในปี 2026 ระบบนิเวศของ Ethereum จะได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ด้วย Ethereum Interoperability Layer (EIL) ซึ่งเป็นระบบส่งข้อความแบบ Trustless ที่จะช่วยให้ Layer 2 ที่มีมากกว่า 55 เชน สามารถสื่อสารและทำธุรกรรมข้ามกันได้อย่างราบรื่น
Joaquin Mendes, COO ของ Taiko อธิบายว่า EIL จะรวม L2 ที่เคยแยกส่วนกันให้กลายเป็นเหมือนเชนเดียว ทำให้ผู้ใช้สามารถส่ง 100 USDC จาก Arbitrum ไปยัง Base ได้โดยตรงในไม่กี่วินาที

จับตา Pepenode: เหรียญมีมสาย MINE-TO-EARN ที่น่าจับตา
ท่ามกลางการพัฒนาของ Ethereum ก็มีโปรเจกต์ใหม่ที่น่าสนใจเกิดขึ้นเช่นกัน Pepenode สร้างความแตกต่างจากเหรียญ Presale ทั่วไป ด้วยแนวคิด “MINE-TO-EARN” ที่ให้ผู้เข้าร่วมเริ่มสร้าง “เหมืองเสมือน” และรับรางวัลได้ทันทีตั้งแต่วันแรกที่ซื้อ ทำให้ Pepenode ยังถูกมองว่าเป็น เหรียญคริปโตที่น่าลงทุนวันนี้

จุดแข็งสำคัญของ Pepenode คือกลไกการเผาเหรียญ (Burn) ที่สูงถึง 70% ของโทเค็นที่ใช้ในการซื้อหรืออัปเกรด Node ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อสร้างสภาวะอุปทานที่ลดลง (Deflationary) อย่างต่อเนื่อง กลไกนี้จะช่วยสร้างความขาดแคลนในระยะยาวและอาจส่งผลบวกต่อมูลค่าโทเค็นหากความต้องการยังคงเพิ่มสูงขึ้น
เนื่องจากมีระบบ Staking ที่ให้ผลตอบแทน APY สูงมาก (บางแหล่งข้อมูลระบุว่าอาจสูงถึง 1,300-1,700%) และมีการเปิดขายที่เท่าเทียม ไม่มีรอบพิเศษสำหรับ VC ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถเข้าร่วมได้ในราคาที่เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่เข้าร่วมในช่วงแรกจะได้เปรียบทั้งด้านราคาและผลตอบแทน
สำหรับผู้ที่อยากเข้าใจจุดเด่นของ Pepenode แนะนำให้เริ่มจาก บทวิเคราะห์ราคา Pepenode หรือศึกษาวิธีซื้อ Pepenode ด้วยขั้นตอนง่ายๆ เพื่อเตรียมแนวทางที่เหมาะสม
อัปเดตบทความเชิงลึกผ่าน เว็บไซต์ทางการของ Pepenode และติดตามประกาศสั้น ๆ ทาง X และ ช่อง Telegram
ยอดระดมทุนล่าสุด
ราคาจะถูกปรับขึ้นอีกครั้งภายใน: