Bitcoin ETF รับเงินสถาบันถล่มทลาย แต่ทำไมราคา BTC ยังนิ่ง?

ในช่วงต้นปี 2026 ตลาดคริปโตคึกคักขึ้นกว่าปลายปี 2025 เมื่อกองทุน Bitcoin ETF สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ได้มากกว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ แต่สิ่งที่ทำให้นักลงทุนหลายคนงุนงงคือ ราคา BTC กลับไม่ขยับขึ้นตามอย่างที่คาดการณ์ไว้ โดยยังคงเคลื่อนไหวในกรอบราคา 87,000–90,000 ดอลลาร์
ปรากฏการณ์นี้สร้างคำถามสำคัญว่าเกิดอะไรขึ้นเบื้องหลัง และทำไมเงินทุนมหาศาลถึงยังไม่สามารถดันราคา BTC ให้ทะยานขึ้นได้?
วิเคราะห์สาเหตุ: ทำไมเงินไหลเข้า Bitcoin ETF แต่ราคาไม่ขยับ?
ปรากฏการณ์ที่เงินไหลเข้า Spot ETF แต่ราคาไม่เพิ่มขึ้นนั้น มีสาเหตุหลักมาจากกลไกการเทรดที่ซับซ้อนของบริษัทจัดการลงทุนขนาดใหญ่ แม้ว่ากองทุนจะดึงดูดเงินได้กว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ในช่วงสองวันแรกของการซื้อขายในปี 2026 แต่ราคา BTC กลับไม่ได้รับผลกระทบเต็มที่ นั่นเป็นเพราะบริษัทเหล่านี้มักจะทำการ “ป้องกันความเสี่ยง” (Hedging) ไปพร้อมๆ กัน
กล่าวง่ายๆ คือ ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งของบริษัทกำลังเข้าซื้อ BTC เพื่อสำรองในกองทุน ETF อีกฝ่ายหนึ่งก็จะทำการขายสัญญาฟิวเจอร์สหรือออปชันของ BTC เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา
การกระทำเช่นนี้เปรียบเสมือนการสร้าง “แรงซื้อและแรงขายที่หักล้างกันเอง” ทำให้แรงผลักดันราคาจากฝั่งผู้ซื้อ ETF ถูกลดทอนลงไปอย่างมาก นี่จึงเป็นคำตอบว่าทำไมแม้จะมีข่าวดีเรื่องเงินไหลเข้า แต่ราคา BTC ก็ยังคงนิ่งอยู่นั่นเอง
นักลงทุนรายย่อยควรรู้! สัญญาณจาก BTC ETF บอกอะไรเรา?
สำหรับนักลงทุนรายย่อย สิ่งนี้หมายความว่าการดูแค่ตัวเลขเงินไหลเข้า (Inflow) ของ ETF เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะคาดการณ์ทิศทางราคาในระยะสั้นได้ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ “อุปสงค์สุทธิ” (Net Demand) ซึ่งเป็นปริมาณความต้องการซื้อที่เหลืออยู่หลังจากหักลบการป้องกันความเสี่ยงและการเทรดอื่นๆ ออกไปแล้ว
เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในเดือนธันวาคม 2025 ที่กองทุน ETF มีเงินไหลออกถึง 782 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์เดียว หรือแม้กระทั่งการที่มูลค่ารวมของ Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ปิดท้ายปี 2025 ต่ำกว่าจุดสูงสุดในเดือนตุลาคมถึง 4.9 หมื่นล้านดอลลาร์
ดังนั้น แทนที่จะตื่นเต้นกับตัวเลขรายวัน นักลงทุนควรจับตามองแนวโน้มในภาพรวมรายสัปดาห์หรือรายเดือนเพื่อทำความเข้าใจทิศทางตลาดที่แท้จริงมากกว่า
คาดการณ์อนาคต BTC: ปลายปี 2026 จะมีอะไรเปลี่ยนแปลง?
สถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงไปในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 หากมีนักลงทุนระยะยาวเข้ามาในตลาดมากขึ้น และกิจกรรมการเทรดเพื่อป้องกันความเสี่ยงของนักลงทุนระยะสั้นลดลง อิทธิพลของเงินทุนที่ไหลเข้า ETF ก็จะส่งผลต่อราคา BTC โดยตรงมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาให้สูงขึ้นได้
นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณบวกจากการที่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่แสดงความสนใจมากขึ้น เช่นล่าสุดที่ Morgan Stanley ได้ยื่นขอจัดตั้งกองทุน ETF ทั้งสำหรับ BTC และ Solana (SOL) การมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายขึ้นมักจะนำไปสู่ความต้องการถือครองสินทรัพย์จริงมากขึ้น แทนที่จะเป็นการลงทุนบนกระดาษเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำคัญสำหรับตลาดคริปโตในอนาคต
ข้อควรระวังสำหรับมือใหม่: จับตาความเสี่ยงตลาด Bitcoin
แม้ว่าการเข้ามาของกองทุน ETF จะทำให้ BTC ดูปลอดภัยและน่าลงทุนมากขึ้นในสายตาสถาบัน แต่สำหรับนักลงทุนรายย่อยต้องไม่ลืมว่า BTC ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง การเคลื่อนไหวของราคายังคงรวดเร็วและรุนแรงได้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีการล้างพอร์ตของผู้ที่ใช้เลเวอเรจสูงเกินไป
คำแนะนำสำหรับมือใหม่คือ อย่าทุ่มเงินลงทุนทั้งหมดเพียงเพราะเห็นว่าสถาบันใหญ่ๆ เข้ามาเล่นในตลาดนี้แล้ว เพราะรายใหญ่มักมีกลยุทธ์และเป้าหมายที่แตกต่างจากรายย่อย คุณจึงควรลงทุนในจำนวนเงินที่ยอมรับความเสี่ยงได้เท่านั้น และให้ความสำคัญกับแนวโน้มระยะยาวมากกว่าตัวเลขเงินไหลเข้ารายวัน แม้ว่าเงินจาก ETF จะไม่ได้ทำให้ราคาพุ่งเป็นพลุแตกในทันที แต่มันก็กำลังช่วยสร้างฐานที่มั่นคงและแข็งแกร่งให้กับ BTC ในระยะยาว