Ethereum เสี่ยงมูลค่าเจือจาง! เงินทุน 135B ดอลลาร์ก็อาจไม่ช่วยอะไร

VanEck บริษัทจัดการการลงทุนชื่อดัง ออกรายงานเตือนผู้ถือเหรียญ Ethereum (ETH) ที่ไม่ได้นำเหรียญไป Staking อาจเผชิญความเสี่ยงที่มูลค่าเหรียญในพอร์ตจะถูกลดทอน (Dilution) ลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางกระแสการเติบโตของคลังสินทรัพย์ดิจิทัล (DATs) ที่มีมูลค่ารวมสูงถึง 135,000 ล้านดอลลาร์ และการอัปเกรดครั้งสำคัญอย่าง Fusaka ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งอาจเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐศาสตร์ของเครือข่าย Ether ไปอย่างสิ้นเชิง
VanEck ชี้ความเสี่ยง! อนาคตผู้ถือ ETH ที่ไม่ Staking
รายงานล่าสุดจาก VanEck ได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่ผู้ถือเหรียญ ETH แบบพาสซีฟ (Passive Holders) หรือผู้ที่ไม่ได้นำเหรียญไป Stake กำลังเผชิญหน้า โดยระบุว่าโครงสร้างเศรษฐศาสตร์ของ Ethereum กำลังเปลี่ยนผ่านจากโมเดลที่ขับเคลื่อนด้วยรายได้ค่าธรรมเนียม ไปสู่กรอบการทำงานแบบสินทรัพย์ทางการเงิน (Monetary Asset) มากขึ้น
ประเด็นสำคัญคือ รายได้ค่าธรรมเนียมบน Layer 1 ที่ลดลง ประกอบกับการมีส่วนร่วมในการ Staking ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลตอบแทนกระจุกตัวอยู่ที่ผู้ตรวจสอบธุรกรรม (Validators) ที่มีส่วนร่วมกับเครือข่ายเท่านั้น
ในขณะที่ผู้ถือเหรียญ ETH ที่ไม่ได้ Stake จะเห็นสัดส่วนการถือครองของตนเองลดลงเมื่อเทียบกับอุปทานทั้งหมด ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงด้านการเจือจางของมูลค่าที่น่ากังวลในระยะยาว
เจาะลึกอัปเกรด Fusaka ปัจจัยเร่งที่อาจทำให้มูลค่า Ether เจือจาง
ความเสี่ยงดังกล่าวถูกซ้ำเติมด้วยการอัปเกรดครั้งใหญ่อย่าง “Fusaka” ซึ่งมีกำหนดการในวันที่ 3 ธันวาคม ที่จะถึงนี้ โดย Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ได้กล่าวว่านี่เป็นโครงการริเริ่มด้านการขยายขนาดเครือข่าย (Scalability) ที่ทะเยอทะยานที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยจะมีการนำระบบ PeerDAS ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการสุ่มตัวอย่างข้อมูลแบบใหม่เข้ามาใช้
เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้ Validators สามารถตรวจสอบข้อมูลเพียงส่วนเล็กๆ แทนที่จะต้องตรวจสอบทั้งบล็อก ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถในการจัดเก็บข้อมูล (Blob Capacity) ของ Ethereum ได้มากกว่า 2 เท่าในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ทำให้เครือข่าย Layer 2 ทำงานได้เร็วขึ้นและมีค่าใช้จ่ายถูกลง
อย่างไรก็ตาม VanEck เตือนว่าการใช้งาน Layer 2 ที่เพิ่มขึ้นนี้ อาจส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมบนเครือข่ายหลักของ Ether ลดลงไปอีก ซึ่งจะยิ่งเร่งกระบวนการเจือจางของมูลค่าสำหรับผู้ถือเหรียญที่ไม่ได้เข้าร่วม Staking
สวนกระแส! สถาบันการเงินยังคงเดินหน้าสะสม ETH ไม่หยุด
แม้จะมีคำเตือนจาก VanEck แต่ความสนใจจากนักลงทุนสถาบันต่อ Ethereum กลับยังคงแข็งแกร่งอย่างเห็นได้ชัด โดยเมื่อวันที่ 19 กันยายน Bitmine ได้เข้าซื้อ ETH เพิ่มอีก 69 ล้านดอลลาร์ ผ่านกระดานซื้อขาย OTC ของ Galaxy Digital ทำให้ยอดถือครองรวมของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 1.95 ล้าน ETH หรือคิดเป็นมูลค่าราว 8,660 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ยังมีบริษัทอื่นๆ ที่เดินหน้ารวบรวม ETH อย่างต่อเนื่อง เช่น SharpLink Gaming ที่สะสมไปแล้ว 838,152 ETH และสร้างผลตอบแทนจากการ Staking ได้มากกว่า 3,200 ETH ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ขณะที่ The Ether Machine ก็เพิ่งเข้าซื้อเพิ่มอีก 150,000 ETH ก่อนการควบรวมกิจการกับ Dynamix Corporation
การเข้าซื้อของบริษัทเหล่านี้รวมกันคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 3.1% ของอุปทานหมุนเวียนทั้งหมดของ ETH ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในฐานะสินทรัพย์สำรองระยะยาว
Standard Chartered มองต่างมุม ชี้ Ethereum อาจเด่นกว่า Bitcoin
ในขณะที่ VanEck แสดงความกังวล แต่นักวิเคราะห์จากธนาคาร Standard Chartered กลับนำเสนอมุมมองที่เป็นบวกมากกว่า โดย Geoffrey Kendrick หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินทรัพย์ดิจิทัลของธนาคาร เชื่อว่า Ethereum มีศักยภาพที่จะทำผลงานได้ดีกว่า Bitcoin ในระบบนิเวศของคลังสินทรัพย์ดิจิทัล (DAT)
Kendrick ให้เหตุผลว่าผลตอบแทนจากการ Staking ของ ETH ทำให้มันสมควรได้รับค่าพรีเมียม (Market-to-NAV Premium) ที่สูงกว่าคลังสินทรัพย์ที่อิงกับ Bitcoin เนื่องจากธรรมชาติของเหรียญที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ (Yield-bearing) และบทบาทที่กำลังพัฒนาในฐานะ “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” (Digital Infrastructure)
การที่คลังสินทรัพย์ ETH สามารถดูดซับอุปทานไปได้ถึง 3.1% ตั้งแต่เดือนมิถุนายน เป็นสัญญาณว่าสถาบันต่างๆ อาจไม่ได้มอง ETH เป็นเพียงสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่ผันผวนอีกต่อไป แต่มองว่าเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่สามารถสร้างผลตอบแทนทบต้นผ่านการ Staking ได้
Maxi Doge เหรียญมีมบน Ethereum ที่น่าจับตามองที่สุดในตอนนี้
Maxi Doge โทเคนมีมบนเครือข่าย Ethereum ระดมทุนช่วง Presale ได้กว่า $4.58M ภายในไม่กี่สัปดาห์ สะท้อนความสนใจจากนักลงทุนรายย่อยและรายใหญ่ โครงการนำเสนอภาพลักษณ์ “สุนัขสายกล้าม” ที่เน้นวัฒนธรรมนักเทรดและผู้ชื่นชอบการออกกำลังกาย โดยมีเป้าหมายสร้างความแตกต่างจากเหรียญมีมทั่วไปที่ขาดจุดยืน

Maxi Doge แก้ปัญหาเหรียญโคลนในตลาดด้วยแบรนด์ที่เน้นพลังของนักเทรดจริง และกลยุทธ์การตลาดผ่าน MAXI Fund ซึ่งถือครอง 25% ของอุปทานทั้งหมด
โครงการไม่มีการขายให้กองทุนล่วงหน้า ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้าร่วมได้อย่างเท่าเทียม ราคา Presale เริ่มต้นที่ 0.00025 ดอลลาร์สหรัฐฯ และจะปรับขึ้นทุกๆ 5 วัน โดยมี Hard Cap การระดมทุนอยู่ที่ 15.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (คิดเป็น 40% ของอุปทานรวมทั้งหมด 150,240,000,000 เหรียญ)
Maxi Doge สร้างความน่าเชื่อถือด้วย Smart Contract ที่ผ่านการตรวจสอบและจดทะเบียนเป็นบริษัทจริง นอกจากนี้ยังมีแผนต่อยอด Utility ของเหรียญด้วยการจับมือกับแพลตฟอร์ม Futures และ Leverage Trading ในอนาคต เพื่อให้นักเทรดใช้ประโยชน์จากความผันผวนได้เต็มที่ ผู้เข้าร่วมช่วงแรกยังได้รับผลตอบแทนจากการ Staking สูงถึงหลัก 100% ต่อปี ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาร่วมตั้งแต่เนิ่นๆ
แนะนำให้อ่านบทวิเคราะห์ราคา Maxi Doge หรือดูคู่มือวิธีซื้อ MAXI แบบละเอียด ก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ รวมถึงติดตามช่องทางโซเชียลมีเดีย X และ Telegram เพื่อไม่ให้พลาดข่าวสารใหม่ๆ