Tom Lee ลุยช้อน Ethereum สวนกระแส ขาดทุนกระดาษ 6 พันล้าน แต่ยังไม่ถอย

ามกลางความผันผวนของตลาดคริปโต BitMine Immersion Technologies (BMNR) บริษัทที่นำโดย Tom Lee นักวิเคราะห์ชื่อดัง สร้างแรงสั่นสะเทือนอีกครั้ง ด้วยการเข้าซื้อ Ethereum (ETH) เพิ่มในจังหวะที่ตลาดยังอ่อนแรง แม้ตัวเลขขาดทุนทางบัญชีจะพุ่งสูงถึง 6 พันล้านดอลลาร์ก็ตาม
การตัดสินใจสวนกระแสครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อพื้นฐานของ Ethereum แต่ยังกลายเป็นสัญญาณที่ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า ในตลาดที่ยังเปราะบางแบบนี้ เหรียญคริปโตที่น่าลงทุนในปี 2026 มีตัวไหนบ้าง ที่ยังพอมีโอกาสเติบโตจริง
BitMine เดินหน้าซื้อ ETH หนักสุดของปี แม้ราคายังไม่ฟื้น
BitMine เปิดเผยว่า บริษัทได้เข้าซื้อ Ethereum เพิ่มอีก 41,788 เหรียญในสัปดาห์ที่ผ่านมา นับเป็นการซื้อรายสัปดาห์ที่ใหญ่ที่สุดของปี คิดเป็นมูลค่าราว 96 ล้านดอลลาร์ ณ ราคาตลาดปัจจุบัน
ดีลนี้ทำให้ยอดถือครอง ETH รวมของ BitMine เพิ่มขึ้นเป็น 4,285,125 โทเค็น หรือประมาณ 3.55% ของอุปทานหมุนเวียนทั้งหมดของ Ethereum ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ผิดสังเกตสำหรับบริษัทจดทะเบียนรายเดียว
อย่างไรก็ตาม การเข้าซื้อเกิดขึ้นในช่วงที่ราคา ETH อ่อนตัวลงมาแถวระดับ 2,300 ดอลลาร์ ส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (unrealized loss) สูงถึงราว 6 พันล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน หุ้น BMNR ยังปรับตัวลงราว 5% ในการซื้อขายช่วงต้นสัปดาห์
ปัจจุบัน BitMine มีสินทรัพย์รวมประมาณ 1.07 หมื่นล้านดอลลาร์ ประกอบด้วย Bitcoin 193 เหรียญ เงินสด 586 ล้านดอลลาร์ และพอร์ตการลงทุนอื่นๆ
Tom Lee มองต่าง: ราคา ETH อ่อน แต่กิจกรรมบนเชนยังร้อนแรง
Tom Lee หรือ Thomas Lee ประธานบริษัท มองว่าการปรับฐานของราคา Ethereum ไม่ได้สะท้อนสภาพจริงของเครือข่าย เขาชี้ว่าจำนวนธุรกรรมรายวันและจำนวน address ที่ใช้งานบน Ethereum เพิ่งทำจุดสูงสุดใหม่ ซึ่งแตกต่างจากรอบตลาดหมีในอดีตอย่างปี 2018–2019 หรือ 2021–2022 ที่กิจกรรมบนเชนมักจะหดตัวตามราคา
หนึ่งในสัญญาณที่เห็นได้ชัดคือการกลับมาคึกคักของ เหรียญมีมบน Ethereum ที่เริ่มกลับมาติดเทรนด์ ซึ่งดึงดูดนักลงทุนรายย่อยและเพิ่มปริมาณธุรกรรมบนเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง
Lee มองว่าความผันผวนล่าสุดเป็นผลจากแรงกดดันภายนอก ทั้งเหตุการณ์สะเทือนตลาดคริปโตในเดือนตุลาคม และสภาพคล่องที่ไหลออกไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างโลหะมีค่า ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมของ วิกฤตการณ์ตลาดเงินโลกที่ทำให้ตลาดคริปโตผันผวน ในช่วงที่ผ่านมา
อีกจุดที่สะท้อนความเชื่อมั่นของ BitMine คือการนำ ETH เกือบ 2.9 ล้านโทเค็น หรือราวสองในสามของที่ถือครองทั้งหมด ไปทำ Staking ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ต่อปีประมาณ 188 ล้านดอลลาร์
กลยุทธ์นี้ช่วยเปลี่ยนการถือ ETH จากสินทรัพย์ที่รอการฟื้นตัวของราคา ไปสู่เครื่องมือสร้างกระแสเงินสดในระยะยาว และลดแรงกดดันจากความผันผวนของราคาในระยะสั้น
LiquidChain ($LIQUID) โปรเจกต์ใหม่ที่เชื่อม BTC, ETH และ SOL เข้าด้วยกัน
ในขณะที่ BitMine เดิมพันหนักกับ Ethereum ฝั่งโปรเจกต์ใหม่ก็เริ่มขยับตัวเพื่อรองรับการเติบโตของระบบนิเวศขนาดใหญ่ LiquidChain ($LIQUID) คือบล็อกเชน Layer-3 ที่ออกแบบมาเป็น Unified Liquidity Layer สำหรับ Bitcoin, Ethereum และ Solana โดยมุ่งแก้ปัญหาสภาพคล่องที่กระจัดกระจาย โดยไม่ต้องพึ่ง Bridge ที่มีความเสี่ยงสูง

เหตุผลที่ LiquidChain ถูกจับตามองในฐานะเหรียญ Presale คือการเป็นโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานที่ตลาดต้องการ แตกต่างจาก Altcoin ทั่วไป มูลค่าโทเค็น $LIQUID ถูกผูกกับการใช้งานจริง ทั้งค่า Gas, Staking และ Governance ทำให้ได้อานิสงส์จากการเติบโตของทั้ง 3 เครือข่ายหลักพร้อมกัน
นอกจากนี้ ผลตอบแทนจากการ Staking ในช่วง Presale ที่อยู่ในระดับสูง ยังช่วยดึงดูดผู้ใช้งานกลุ่มแรกและล็อกอุปทานในระยะเริ่มต้น แม้จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ แต่ก็สร้างแรงดึงดูดให้กับโปรเจกต์ได้อย่างชัดเจน
สำหรับผู้ที่อยากเข้าใจจุดเด่นของ Liquidchain แนะนำให้เริ่มจาก บทวิเคราะห์ Liquidchain หรือศึกษาวิธีซื้อ Liquidchain ด้วยขั้นตอนง่ายๆ เพื่อเตรียมแนวทางที่เหมาะสม
ตรวจสอบสถิติจาก เว็บไซต์ทางการของ Liquidchain ขณะติดตามบทสนทนาล่าสุดบน X และ ช่อง Telegram
ซื้อโทเคน LIQUID