วิกฤตการณ์ตลาดเงินโลก? ตลาดคริปโตไหลออกกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์ ในเวลาไม่ถึง 14 วัน

แรงสั่นสะเทือนจากตลาดการเงินโลกกำลังลุกลามเข้ากลางตลาดคริปโตอย่างเต็มรูปแบบ โดยในช่วงเวลาเพียง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มูลค่าตลาดคริปโตหายไปกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์ ส่งผลให้การเริ่มต้นปี 2026 ดูมืดมนยิ่งกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ โดยเฉพาะในช่วง 3 วันหลังสุด เม็ดเงินกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ถูกดูดออกจากระบบอย่างรวดเร็ว ราวกับสภาพคล่องทั้งตลาดถูกกระชากออกในพริบตา
แรงกระแทกหนักสุดตกอยู่ที่ Bitcoin (BTC) ซึ่งร่วงลงมากถึง 13% ในระยะเวลาอันสั้น ฉุดมูลค่าตลาดหายไปเกือบ 2.65 แสนล้านดอลลาร์ ความผันผวนระดับนี้ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามกับภาพรวมของ เหรียญคริปโตที่น่าลงทุน 2026 ว่าจะยังมีพื้นที่ให้เสี่ยงหรือไม่ ท่ามกลางแรงบีบจากสภาพคล่องโลกที่หดตัวลงอย่างชัดเจน
ฝั่ง Ethereum (ETH) ยิ่งเจอแรงขายที่รุนแรงกว่า ราคาไหลลงถึง 25% สูญเสียมูลค่ากว่า 9.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่เหรียญหลักอื่นก็ไม่รอดพ้นแรงกระหน่ำ XRP ดิ่งลง 22% มูลค่าหายไป 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วน Solana (SOL) ร่วงกว่า 23% คิดเป็นเงินกว่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ พร้อมกับยอด Liquidation ทั้งฝั่ง Long และ Short รวมกันทะลุ 5 พันล้านดอลลาร์ในเวลาไม่กี่วัน
ภาพรวมยิ่งตอกย้ำมุมมองเชิงลบ เมื่อ ETH, XRP ก็ดิ่งต่อ ภาพตลาดหมีชัด และนักลงทุนเริ่มเข้าสู่โหมดป้องกันความเสี่ยงอย่างจริงจัง ความเชื่อมั่นที่เคยพยุงตลาดไว้ในช่วงปลายปีที่แล้ว ถูกแทนที่ด้วยความกังวลเรื่องสภาพคล่องและแรงบังคับขายที่ยังไม่จบง่าย ๆ
สัปดาห์ทมิฬ: คลื่นแรกเริ่มจากหุ้นและค่าเงิน
เหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่เป็นผลจาก สัปดาห์ที่กำลังถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ตลาดการเงิน โดย Bull Theory ได้ไล่เรียงไทม์ไลน์ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ เริ่มจากวันจันทร์ที่ดัชนี Russell 2000 ร่วงแรงหลังทำจุดสูงสุดใหม่ นี่คือสัญญาณแรกของการไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็ก
วันอังคาร สถานการณ์ทวีความตึงเครียดเมื่อดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายปี หลังทรัมป์ส่งสัญญาณไม่กังวลต่อการอ่อนค่าของดอลลาร์ ก่อนที่วันพุธจะเกิดแรงเทขายในตลาดหุ้นหลัก เมื่อ S&P 500 ถูกกดลงอย่างหนักจากข่าวเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ปฏิเสธแนวคิดการแทรกแซงค่าเงิน ทำให้แนวรับสำคัญที่นักลงทุนจับตาพังลง
วันพฤหัสบดีคือจุดที่โดมิโน่เริ่มล้มเป็นแถว Nasdaq ทรุดตัวตาม หุ้นเทคโนโลยีเผชิญแรงขายแบบไม่เลือกหน้า สะท้อนบรรยากาศ “Risk-off” ที่แพร่กระจายจากหุ้นขนาดเล็ก ไปยังค่าเงิน และตลาดหุ้นหลักอย่างสมบูรณ์
โดมิโน่ตัวสุดท้าย: จากโลหะมีค่าสู่คริปโต
ความเสียหายยังไม่จบลงแค่นั้น เมื่อวันศุกร์ราคาทองคำและโลหะเงินถูกเทขายแรง ไม่ใช่เพราะอุปสงค์หายไป แต่เป็นผลจากแรงกดดันด้านหลักประกัน นักลงทุนจำนวนมากจำเป็นต้องขายสินทรัพย์เพื่อรักษาสภาพคล่องในพอร์ต ท่ามกลางต้นทุนมาร์จิ้นที่พุ่งสูงขึ้น
และเมื่อเข้าสู่วันเสาร์ ตลาดคริปโตก็กลายเป็นเป้าหมายสุดท้ายของแรงบังคับขาย ด้วยโครงสร้างตลาดที่มีเลเวอเรจสูง ทำให้การปรับฐานของ Bitcoin และ Ethereum รุนแรงกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่นอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม ถึง Bitcoin จะร่วงหนัก แต่ Saylor ยังเดินหน้าซื้อเพิ่ม แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่สถาบันยักษ์ใหญ่ยังคงเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยงเหล่านี้ แม้ว่าไม่อาจต้านแรงเทขายจากระบบสภาพคล่องโลกที่กำลังตึงตัวได้ก็ตาม
บทสรุปของวิกฤตครั้งนี้คือ “ปฏิกิริยาลูกโซ่สมบูรณ์แบบ” ที่เริ่มจากหุ้น Small-cap ลามไปยังค่าเงิน ตลาดหุ้นหลัก โลหะมีค่า และมาปะทะตลาดคริปโตเต็มแรง เมื่อเงินเริ่มหาย ความเสี่ยงจึงถูกเทขายพร้อมกันทุกสินทรัพย์ โดยไม่มีใครรอดพ้นจากแรงดูดของโดมิโน่ทางการเงินครั้งนี้