Satoshi อาจคัมแบ็กเพื่ออัปเกรด Bitcoin ครั้งใหญ่ ป้องกันภัยควอนตัม!

วงการคริปโตกำลังจับตาทฤษฎีสุดช็อกจาก Joseph Chalom ซึ่งเป็น CEO ร่วมของ SharpLink Gaming ที่เชื่อว่า Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin (BTC) ที่หายตัวไปอย่างลึกลับ อาจจะกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งในรอบทศวรรษ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามครั้งใหญ่ที่อาจสั่นคลอนเครือข่าย BTC ในอนาคต การกลับมาครั้งนี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ BTC ที่นักลงทุนต้องจับตา
วิเคราะห์ทฤษฎี: ทำไม Satoshi ต้องกลับมาปกป้อง Bitcoin?
Joseph Chalom ได้เสนอ “ทฤษฎีสุดขั้ว” (wild theory) ว่า Satoshi Nakamoto อาจจะเปิดเผยตัวตนเมื่อ BTC ต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม (quantum computing) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเชื่อว่าอาจกลายเป็น “วิกฤตการณ์ที่อาจทำให้ BTC ถึงจุดจบ” ได้ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า
Chalom อธิบายว่า “ผมมีแนวคิดสุดโต่งว่าในอีก 5-10 ปีข้างหน้า เมื่อเครือข่ายบิทคอยน์จำเป็นต้องได้รับการป้องกันจากควอนตัม (quantum-proofed) มันจะมีการตัดสินใจที่สำคัญอย่างยิ่งเกี่ยวกับมาตรฐานและการเข้ารหัส” ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจว่าจะต้องทำ *Hard Fork หรือไม่ และจะจัดการกับ Wallet ที่ไม่มีการเคลื่อนไหวมานาน (dormant wallets) อย่างไร โดยเฉพาะ Crypto Wallet ที่เชื่อว่าเป็นของ Satoshi เอง
เขากล่าวเสริมว่า “เมื่อช่วงเวลาแห่งควอนตัมมาถึง ใครบางคนอาจจะตื่นขึ้นมาและพูดว่า ‘ฉันไม่ต้องการถูก Fork’ หรือ ‘Fork ฉันเลย’ นั่นเป็นเงินจำนวนมหาศาลที่ถูกทิ้งไว้บนโต๊ะ” ทฤษฎีนี้แม้จะยังไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ แต่ก็จุดประกายการถกเถียงครั้งใหญ่ในชุมชน BTC
*หมายเหตุ: Hard Fork คือการ อัปเกรดเครือข่ายบล็อกเชนที่ไม่สามารถเข้ากันได้กับเวอร์ชันเก่า หมายความว่าหลังจากมีการ Hard Fork แล้ว โหนด (nodes) หรือผู้ใช้งานที่ยังรันซอฟต์แวร์เวอร์ชันเดิมจะไม่สามารถตรวจสอบหรือยืนยันธุรกรรมบนเครือข่ายใหม่ได้
เปิดขุมทรัพย์ Satoshi: BTC มูลค่ามหาศาลที่อาจถูกปลุกขึ้นมา
ประเด็นสำคัญที่ทำให้ทฤษฎีนี้มีน้ำหนักคือจำนวน BTC ที่ Satoshi ถือครองอยู่ จากการวิเคราะห์ที่เรียกว่า “Patoshi Pattern” คาดการณ์ว่า Wallet ที่เชื่อมโยงกับ Satoshi นั้นถือครอง BTC อยู่ถึง 1.096 ล้าน BTC ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1.22 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามข้อมูลจาก Arkham ทำให้ผู้สร้างรายนี้กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับที่ 12 ของโลก
Chalom เชื่อว่าหาก Satoshi กลับมาจริง เขาอาจจะแสดงตัวตนผ่าน “บัญชี OG เก่าๆ” ที่ไม่มีการใช้งานมานาน เช่น การเคลื่อนไหวจาก Wallet ปริศนา, การโพสต์บนฟอรัม Bitcointalk หรือการส่งอีเมลจากบัญชีที่เคยใช้ในอดีต ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงก็ได้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีความพยายามมากมายที่จะเปิดโปงตัวตนของ Satoshi แต่ก็ยังไม่มีใครทำได้สำเร็จ รวมถึงสารคดีของ HBO ที่ชี้ว่า Peter Todd อาจเป็น Satoshi แต่ก็ถูกปฏิเสธจากทั้งชุมชนและตัวของ Todd เอง
ปริศนานี้ยังคงดำรงอยู่ต่อไป และหากทฤษฎีของ Chalom เป็นจริง ภัยคุกคามจากควอนตัมก็อาจเป็นตัวเร่งให้ผู้สร้าง BTC กลับมาจากเงามืดก็เป็นได้
Bitcoin Hyper จะพัฒนาเครือข่าย Bitcoin ให้เหนือกว่าเดิมได้อย่างไร?
เนื่องจากเครือข่าย BTC เป็นที่สนใจมากตลอด Bitcoin Hyper ($HYPER) จึงถูกพัฒนาขึ้นเป็น Layer-2 บน Solana Virtual Machine (SVM) เพื่อยกระดับ BTC ให้เป็นเครือข่ายความเร็วสูง รองรับการใช้งานใน DeFi, dApps และ Meme Culture ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมความสามารถในการประมวลผลธุรกรรมระดับหลายหมื่นรายการต่อวินาที และค่าธรรมเนียมต่ำกว่า 0.001 ดอลลาร์

HYPER แก้ปัญหาความช้า ค่าธรรมเนียมสูง และข้อจำกัดในการเขียนโปรแกรมของ BTC เดิม โดยยังคงความปลอดภัยผ่าน Zero-Knowledge Proof (ZKP) แบบเดียวกับเครือข่าย Layer-1 ปกติอยู่
HYPER มุ่งเน้นการใช้งานจริง เช่น การสร้างโทเค็นบนเครือข่าย BTC, การใช้ BTC เป็นหลักประกันใน DeFi, การโอนเงินจำนวนน้อย (Micropayment) และการรองรับ GameFi/NFT
นอกจากนี้ยังมีระบบ Cross-Chain Bridge ที่เชื่อมต่อ BTC, ETH และ SOL ทำให้การเคลื่อนย้ายสินทรัพย์เป็นไปอย่างปลอดภัยและรวดเร็ว โดย BTC ที่ฝากจะถูกล็อกและออกเป็น Wrapped BTC (WBTC) เพื่อใช้ในระบบนิเวศของ HYPER
โทเค็น $HYPER ของโปรเจกต์จึงมีบทบาทสำคัญๆ เช่น เป็นค่า Gas, เป็นกุญแจเข้าถึง dApps และใช้ในการกำกับดูแล (DAO Governance) ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการเติบโตของ BTC
นอกจากนี้ การระดมทุนของโครงการยังพุ่งสูงถึง $30.12M ภายในไม่กี่เดือน สะท้อนความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกตั้งแต่ตอนที่โปรเจกต์ยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ
หากคุณสนใจ แนะนำให้อ่านบทวิเคราะห์ราคา Bitcoin Hyper หรือศึกษาวิธีซื้อ $HYPER ด้วยขั้นตอนง่ายๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบ
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ทางการของโปรเจกต์ หรือติดตามใน X และ Telegram