ซื้อต่อไม่รอรีบาวด์! Bitcoin ร่วงหนัก Saylor ส่งสัญญาณ “More Orange” อาจเดินหน้ากวาดเพิ่ม

ราคา Bitcoin ที่ร่วงลงอย่างรุนแรงกว่า 13% ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ได้สร้างแรงกดดันให้ตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ยังกลายเป็นจังหวะที่นักลงทุนรายใหญ่เริ่มขยับตัว โดยเฉพาะฝั่งองค์กรที่ถือ BTC ระยะยาว
หนึ่งในสัญญาณที่ถูกจับตามากที่สุด มาจาก Michael Saylor ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริหารของ Strategy ซึ่งส่งสัญญาณชัดว่าบริษัทอาจยังไม่จบแผนสะสม Bitcoin ในรอบนี้
“More Orange” สัญญาณคุ้นตา ตลาดรู้กันว่าแปลว่าอะไร
Saylor ได้โพสต์ข้อความสั้นๆ บนแพลตฟอร์ม X ว่า “More Orange” พร้อมแนบกราฟแสดงประวัติการเข้าซื้อ Bitcoin ของ Strategy ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2020 ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์
ในแวดวงคริปโต ข้อความลักษณะนี้แทบไม่ต้องแปลความมากนัก เพราะทุกครั้งที่ Saylor ใช้คำว่า “Orange” มักหมายถึงการเข้าซื้อ Bitcoin เพิ่ม หรืออย่างน้อยก็เป็นการส่งสัญญาณว่า “กำลังจะซื้อ”
หากการตีความของตลาดไม่ผิดพลาด นี่อาจเป็น การเข้าซื้อ Bitcoin ครั้งที่ 5 ของ Strategy ในปีนี้ ท่ามกลางช่วงเวลาที่ความเชื่อมั่นกำลังสั่นคลอน
Bitcoin หลุดต้นทุนเฉลี่ย Strategy แค่ชั่วคราว แต่แรงสะเทือนถึงหุ้น
ปัจจุบัน Strategy ถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลกในบรรดาบริษัทมหาชน ด้วยจำนวนกว่า 712,647 BTC โดยมีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ราว $76,040
การร่วงของราคา Bitcoin จากระดับ $87,970 ลงไปแตะจุดต่ำสุดแถว $75,892 ทำให้ราคาหลุดต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยของ Strategy เป็นช่วงสั้นๆ ก่อนจะดีดกลับขึ้นมาอยู่บริเวณ $76,765 ในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม การที่ Bitcoin เริ่มเข้าใกล้ต้นทุนเฉลี่ยของ Strategy ก็ส่งผลโดยตรงต่อราคาหุ้นของบริษัท ซึ่งถูกกดดันตามความผันผวนของ BTC แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้
เบื้องหลังแรงเทขาย ข่าว Trump – Warsh จุดชนวนตลาด?
แรงเทขายในรอบนี้เกิดขึ้นไม่นาน หลังจาก Donald Trump เสนอชื่อ Kevin Warsh อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ ให้รับตำแหน่งประธานเฟดแทน Jerome Powell
ตลาดเคยเผชิญแรงกระแทกลักษณะนี้มาแล้ว โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ Bitcoin ดิ่งต่ำสุดในรอบ 9 เดือน ซึ่งนำไปสู่การล้างพอร์ตมูลค่ามหาศาล
แม้ Kevin Warsh จะเคยแสดงมุมมองเชิงบวกต่อ Bitcoin ในอดีต แต่โดยภาพรวม เขาถูกมองว่าเป็นสายเหยี่ยว (hawkish) ที่สนับสนุนนโยบายการเงินตึงตัว การคุมเงินเฟ้อ และการยุติ QE ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น
ผลกระทบไม่ได้จำกัดแค่คริปโตเท่านั้น ราคาทองคำและแร่เงินปรับตัวลงแรง ขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลงราว 0.43% สะท้อนบรรยากาศ “Risk-off” ที่กลับมาครอบงำตลาดอีกครั้ง
ความกลัวครองตลาด ดัชนี Fear & Greed ดิ่งต่ำสุดในรอบ 6 สัปดาห์
ฝั่งความเชื่อมั่นนักลงทุนก็ไม่สู้ดีนัก โดยดัชนี Crypto Fear & Greed Index ร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 14 จาก 100 คะแนน ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดในรอบกว่า 6 สัปดาห์ สะท้อนอารมณ์ “กลัว” ที่เริ่มแผ่กระจายไปทั่วตลาด
มุมมองนี้สอดคล้องกับความเห็นของ Changpeng Zhao อดีต CEO ของ Binance ที่กล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า ตอนนี้เขา “มั่นใจน้อยลง” กับแนวคิด Bitcoin supercycle เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยให้เหตุผลว่ากระแส FUD และอารมณ์ของชุมชนกำลังส่งผลต่อภาพรวมตลาดอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม แม้บรรยากาศระยะสั้นจะตึงเครียด นักลงทุนจำนวนไม่น้อยยังคงจับตา การวิเคราะห์ Bitcoin ในปี 2026 – 2030 เพื่อประเมินศักยภาพในระยะยาว ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า การร่วงรอบนี้คือ “จุดจบของขาขึ้น” หรือแค่ “โอกาสของรายใหญ่” อีกครั้งหนึ่ง