Bitcoin Leverage พุ่งสุดในรอบ 5 ปี! หลังกองทุน ETF แห่ซื้อไม่หยุด

Bitcoin กำลังเป็นประเด็นร้อนในตลาดคริปโตอีกครั้ง หลังข้อมูลชี้ว่าอัตราส่วน Leverage ในตลาด Futures ของ BTC พุ่งแตะจุดสูงสุดในรอบ 5 ปี สาเหตุหลักมาจากกระแสเงินมหาศาลที่ยังไหลเข้าสู่กองทุน Spot ETF อย่างต่อเนื่อง คำถามคือ นี่คือสัญญาณเปิดฉากตลาดกระทิงรอบใหม่ หรือเป็นการส่งสัญญาณเตือนว่าความผันผวนครั้งใหญ่กำลังใกล้เข้ามา
วิเคราะห์ BTC Leverage พุ่งสูงสุด สัญญาณกระทิงหรือฟองสบู่?

ข้อมูลจาก CryptoQuant ชี้ชัดว่าค่าการเปลี่ยนแปลง 30 วันของอัตราส่วน Leverage โดยประมาณของ Bitcoin Futures ได้ทะลุเกณฑ์ +0.4 เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเข้ามาเปิดสถานะ Long แบบใช้ Leverage ของนักลงทุนในตลาดอนุพันธ์อย่างรวดเร็วและมหาศาล ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มักเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดมีความเชื่อมั่นสูงและราคา BTC กำลังไต่ระดับเข้าใกล้จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์
อย่างไรก็ตาม การมี Leverage ในระดับสูงขณะที่ราคาสินทรัพย์อยู่ในระดับสูงเช่นกัน ถือเป็น “ดาบสองคม” เพราะมันสามารถขยายความผันผวนของราคาได้อย่างมหาศาล หากทิศทางตลาดเกิดเปลี่ยนกะทันหัน และอาจนำไปสู่การล้างพอร์ต (Liquidation) ครั้งใหญ่ได้
นอกจากนี้ ข้อมูลยังแสดงให้เห็นถึงการไหลเข้าของ BTC สู่กระดานเทรดโดยกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่หรือ ‘วาฬ’ ซึ่งอาจเป็นการส่งสัญญาณถึงการเตรียมพร้อมทำกำไรหรือปรับเปลี่ยนสถานะการลงทุนของพวกเขา ซึ่งเพิ่มแรงกดดันให้กับตลาด BTC ในปัจจุบัน
พลังขับเคลื่อนจาก Spot ETF เงินทุนสถาบันไหลเข้าไม่หยุด!
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดความเชื่อมั่นและ Leverage ที่สูงขึ้นคือความสำเร็จของ “Spot Bitcoin ETF” โดยข้อมูลจาก SoSo Value ระบุว่ากองทุน ETF เหล่านี้มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิอย่างต่อเนื่อง 5 วันติดต่อกัน โดยในวันที่ 12 สิงหาคมเพียงวันเดียว มีเงินไหลเข้ารวมกว่า 65.94 ล้านดอลลาร์
กองทุน IBIT ของ BlackRock เป็นผู้นำด้วยเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 111.4 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมากพอที่จะชดเชยเงินทุนที่ไหลออกจาก GBTC ของ Grayscale (21.6 ล้านดอลลาร์) และ ARKB ของ ARK Invest (23.9 ล้านดอลลาร์) ได้

การไหลเข้าของเงินทุนจากนักลงทุนสถาบันผ่านกองทุน ETF ถือเป็นแรงสนับสนุนที่สำคัญสำหรับราคา BTC มันสร้างอุปสงค์ (Demand) ในตลาด Spot ที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยสร้างสมดุลและพยุงราคาไว้ท่ามกลางความเสี่ยงจาก Leverage ที่สูงในตลาด Futures ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงเกิดขึ้นกับ BTC เท่านั้น แต่ยังรวมถึง Spot Ethereum ETF ที่มีเงินไหลเข้ารวมกว่า 524 ล้านดอลลาร์ในช่วง 6 วันติดต่อกัน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของสถาบันที่มีต่อตลาดคริปโตในภาพรวม
Bitcoin Hyper ($HYPER): โอกาสใหม่บน Layer-2 ของ BTC ที่น่าจับตา
ขณะที่ราคา BTC ได้รับแรงหนุนจากความต้องการของสถาบัน นักลงทุนจำนวนมากก็เริ่มมองหาโอกาสการเติบโตในนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะโปรเจกต์ Layer-2 บนเครือข่าย BTC ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก หนึ่งในนั้นคือ Bitcoin Hyper ($HYPER) ที่กำลังสร้างกระแสด้วยยอดระดมทุนที่แตะ 7 ล้านดอลลาร์ในเวลาอันสั้น

HYPER คือโปรเจกต์ Layer-2 รุ่นบุกเบิกที่สร้างบนเทคโนโลยี Solana Virtual Machine (SVM) โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการทำให้ BTC กลายเป็นเครือข่ายความเร็วสูงที่ใช้งานได้จริงในโลก DeFi, dApps และ Meme Culture ด้วยความสามารถในการประมวลผลธุรกรรมระดับหลายหมื่นรายการต่อวินาทีและค่าธรรมเนียมที่ต่ำมาก
โปรเจกต์นี้เข้ามาแก้ปัญหาดั้งเดิมของ BTC ทั้งในเรื่องความช้า ความแพง และข้อจำกัดในการเขียนโปรแกรม โดยสร้าง “ชั้นที่ 2” ที่เชื่อม BTC เดิมเข้ากับเลเยอร์ใหม่ที่เร็วกว่าและเขียนโปรแกรมได้ผ่าน Rust SDK ทำให้เกิดประโยชน์ที่ใช้งานได้จริงทันที เช่น Meme Coin Factory, DeFi สำหรับ BTC, และ GameFi/NFT
Presale ของ $HYPER เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงอย่างเท่าเทียม ไม่มีรอบพิเศษสำหรับนักลงทุนรายใหญ่ ราคาเริ่มต้นที่ $0.0115 และจะปรับขึ้นทุก 48 ชั่วโมง ผู้ซื้อสามารถจ่ายด้วย ETH, USDT, BNB หรือบัตรเครดิต และยังสามารถ “ซื้อและ Stake ทันที” เพื่อรับ APY ซึ่งเป็นโอกาสที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่มองเห็นศักยภาพการเติบโตของระบบนิเวศ Layer-2 บน Bitcoin
- ศึกษาวิธี: ซื้อ HYPER ด้วยขั้นตอนง่ายๆ
- เว็บไซต์ทางการของ HYPER: https://bitcoinhyper.com/th
- ติดตามใน X: https://x.com/BTC_Hyper2
- ช่อง Telegram: https://t.me/btchyperz
สรุป: Bitcoin อยู่บนทางสองแพร่ง Leverage สูงปะทะแรงซื้อ ETF
สถานการณ์ของ BTC ในปัจจุบันเปรียบเสมือนการอยู่บนทางสองแพร่ง ด้านหนึ่งคือความเสี่ยงจากอัตรา Leverage ที่พุ่งสูงสุดในรอบ 5 ปี ซึ่งอาจนำไปสู่ความผันผวนอย่างรุนแรง แต่อีกด้านหนึ่งก็มีแรงสนับสนุนที่แข็งแกร่งจากเงินทุนสถาบันที่ไหลเข้า Spot BTC ETF อย่างไม่ขาดสาย ทิศทางของราคา BTC ในระยะต่อไปจึงขึ้นอยู่กับว่าพลังฝั่งใดจะเหนือกว่า นักลงทุนควรติดตามสภาวะตลาดอย่างใกล้ชิดและบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานของ BTC จะดูแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด