คาดการณ์ราคา Bitcoin: BTC ร่วงสู่โซน $87,000 ขณะที่ทองคำพุ่งแรงกว่า 70% ในปี 2025

ราคา Bitcoin ในช่วงปลายปี 2025 เคลื่อนไหวอยู่ใกล้ระดับ $87,700 ซึ่งถือว่าปรับตัวลงแรงจากจุดสูงสุดที่เคยทำไว้ในเดือนตุลาคม สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนมุมมองของนักลงทุนต่อบทบาทของ Bitcoin ท่ามกลางปีที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนด้านการค้า และแรงกดดันทางการคลังทั่วโลก
แม้ Bitcoin จะถูกนำเสนอมาโดยตลอดในฐานะ “ทองคำดิจิทัล” แต่ภาพรวมของปี 2025 กลับเล่าเรื่องที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน โดยราคาทองคำแท่งปรับตัวขึ้นแรงราว 70% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ Bitcoin กลับลดลงประมาณ 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ความแตกต่างนี้ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า Bitcoin ยังเหมาะจะเป็นหนึ่งใน เหรียญคริปโตที่น่าลงทุน 2025 ในมุมของการป้องกันความเสี่ยงหรือไม่
ความเหลื่อมล้ำของผลตอบแทนระหว่างทองคำและคริปโตมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในสภาพแวดล้อมที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น ความไม่แน่นอนเรื่องภาษีนำเข้า และหนี้สาธารณะของประเทศหลักพุ่งสูง นักลงทุนดูจะเลือกสินทรัพย์ที่จับต้องได้จริงมากกว่าสินทรัพย์ดิจิทัล ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของ Bitcoin ในฐานะแหล่งเก็บมูลค่าระยะยาวเริ่มอ่อนแรงลงในช่วงนี้
กระแสเงินสถาบันไหลออก กดดันตลาดในโหมด Risk-Off
ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นมา ปัจจัยมหภาคเริ่มไม่เป็นใจต่อ Bitcoin อย่างชัดเจน ราคา BTC ปรับฐานลงจากจุดสูงสุดใกล้ $126,272 มาสู่บริเวณ $87,760 หรือลดลงราว 30–31% ในขณะที่ทองคำกลับปรับตัวขึ้นต่อเนื่องประมาณ 15–16% ในช่วงเวลาเดียวกัน จากโซน $3,860 สู่ระดับใกล้ $4,480
ความแตกต่างนี้สะท้อนการหมุนเงินทุน (rotation) ของนักลงทุนไปยังสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงแบบดั้งเดิม ท่ามกลางภาวะสภาพคล่องที่ตึงตัวและความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงิน โดยแรงขายในตลาดคริปโตยิ่งทวีความผันผวนมากขึ้นในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพคล่องบางและนักลงทุนลดเลเวอเรจ

ข้อมูลกระแสเงินทุนจากสถาบันการเงินรายใหญ่อย่าง Deutsche Bank ระบุว่า ผลิตภัณฑ์การลงทุนที่อิงกับ Bitcoin เผชิญกับเงินไหลออกอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ขณะที่กองทุน ETF ที่อิงกับทองคำยังคงมีเงินไหลเข้าอย่างสม่ำเสมอ ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่แท้จริง (Real Yield) อยู่ในระดับสูง ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่ไม่ให้ดอกผลอย่างคริปโต
อย่างไรก็ตาม ข้อมูล on-chain ยังไม่พบสัญญาณการเทขายตื่นตระหนกจากนักลงทุนรายย่อย กระเป๋าเงินขนาดเล็กยังคงเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด สะท้อนว่าการปรับฐานรอบนี้เกิดจากการปรับพอร์ตของนักลงทุนสถาบันและตลาดอนุพันธ์เป็นหลัก ไม่ใช่การแตกตื่นของรายย่อย
ภาพรวมทั้งหมดชี้ให้เห็นว่าราคา Bitcoin กำลังถูกกำหนดทิศทางโดยปัจจัยมหภาคและสภาพคล่องเป็นหลัก มากกว่ากระแสเก็งกำไรเหมือนในรอบก่อนหน้า ซึ่งทำให้หลายฝ่ายเริ่มมองว่า Bitcoin ติดกับดักสภาพคล่อง อาจซบเซายาวถึงปี 2026 หากยังไม่มีปัจจัยนโยบายใหม่เข้ามาหนุนตลาด
มุมมองเชิงเทคนิค: แนวโน้มยังอ่อนตัว แต่เริ่มเข้าสู่ช่วงบีบตัว
ในเชิงเทคนิค การวิเคราะห์ราคา Bitcoin ยังคงให้น้ำหนักเชิงลบในระยะสั้น โดยราคายังคงเคลื่อนไหวภายในกรอบขาลง (descending channel) บนกราฟ 2 ชั่วโมง หลังจากถูกปฏิเสธแรงขายบริเวณ $94,600
อย่างไรก็ตาม แนวรับสำคัญแถว $86,500–$86,700 ยังสามารถประคองราคาไว้ได้ ทำให้ภาพรวมดูเป็นการ “ทรงตัว” มากกว่าการดิ่งลงอย่างรุนแรง เส้นค่าเฉลี่ย 50 EMA บริเวณ $87,750 เริ่มแบนราบ ขณะที่ 100 EMA แถว $87,980 ยังทำหน้าที่เป็นแนวต้าน ซึ่งสะท้อนถึงภาวะสมดุลระหว่างแรงซื้อและแรงขาย

โครงสร้างแท่งเทียนที่ออกมาในลักษณะไส้ยาว ตัวสั้น และรูปแบบ spinning top บ่งชี้ว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงสะสมแรง (compression) ขณะเดียวกัน RSI ใกล้ระดับ 52 เริ่มทำจุดต่ำที่สูงขึ้น เกิด bullish divergence แม้ราคายังไม่สามารถทะลุกรอบได้
ในเชิงโครงสร้าง กรอบขาลงเริ่มมีลักษณะคล้าย falling wedge ซึ่งในหลายกรณีมักนำไปสู่การกลับตัวขึ้น หากแรงขายเริ่มอ่อนกำลังลง
แนวโน้มถัดไป: จุดชี้ชะตาตลาดต้นปี 2026
หากราคา Bitcoin สามารถยืนเหนือระดับ $88,800 ได้อย่างชัดเจน โอกาสรีบาวด์ขึ้นไปทดสอบ $90,600 และ $92,700 จะเปิดกว้างมากขึ้น ในทางกลับกัน หากหลุดแนวรับ $86,500 อาจเห็นแรงขายต่อเนื่องลงไปที่ $83,800 และแนวรับลึกบริเวณ $81,600
แม้ในเวลานี้ Bitcoin จะไม่ใช่สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงอันดับแรกของตลาดเหมือนที่ผ่านมา แต่การบีบตัวของราคาในกรอบแคบเช่นนี้ มักนำไปสู่การเคลื่อนไหวที่รุนแรงในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดบรรยากาศการลงทุนในช่วงต้นปี 2026 อย่างมีนัยสำคัญ
ในอีกด้านหนึ่ง ความเคลื่อนไหวของบริษัทจดทะเบียนอย่าง Metaplanet เปิดขายหุ้น ระดมทุนซื้อ Bitcoin เพิ่ม ก็ยังเป็นสัญญาณว่าบางกลุ่มนักลงทุนยังคงมอง BTC เป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ในระยะยาว แม้ภาพรวมตลาดจะเผชิญแรงกดดันก็ตาม
PEPENODE: เหรียญมีมสาย Mine-to-Earn ใกล้ปิด Presale
ท่ามกลางตลาดที่ผันผวน โปรเจกต์คริปโตหน้าใหม่อย่าง PEPENODE เริ่มได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในฐานะหนึ่งใน เหรียญ Presale ที่น่าจับตา ด้วยแนวคิดที่ผสมผสานวัฒนธรรมมีมเข้ากับระบบเกมแบบมีส่วนร่วม
PEPENODE ไม่ได้จำกัดบทบาทของผู้ถือเหรียญไว้แค่การถือรอราคา แต่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสร้าง “ห้องเซิร์ฟเวอร์เสมือน” ผ่าน Miner Nodes และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เพื่อรับรางวัลจำลองผ่านแดชบอร์ดแบบเรียลไทม์ โมเดล mine-to-earn นี้ช่วยเพิ่มความรู้สึกมีส่วนร่วมและการแข่งขันในระบบนิเวศ ก่อนที่เหรียญจะเข้าสู่ตลาดจริง

นอกจากนี้ โครงการยังมีระบบ staking สำหรับผู้เข้าร่วมช่วง Presale ซึ่งช่วยเพิ่มผลตอบแทนล่วงหน้าก่อนถึงวันสร้างโทเคน (TGE) พร้อมแผนเปิด leaderboard และโบนัสเพิ่มเติมหลังเปิดตัว เพื่อรักษากิจกรรมของชุมชนในระยะยาว
ปัจจุบัน PEPENODE ระดมทุนไปแล้วกว่า 2.39 ล้านดอลลาร์ โดยราคา 1 $PEPENODE อยู่ที่ $0.0012112 และเหลือโควตาไม่มากนัก ทำให้ช่วงเวลานี้ถูกมองว่าเป็นโอกาสสุดท้ายสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าร่วมก่อน Presale จะปิดลงอย่างเป็นทางการ
หากคุณต้องการมุมมองเพิ่ม Pepenode แนะนำให้ใช้ บทวิเคราะห์/รีวิว Pepenode หรือศึกษาวิธีซื้อ Pepenode ด้วยขั้นตอนง่ายๆ เพื่อให้ข้อมูลครบถ้วนก่อนตัดสินใจ
เกาะติดความเคลื่อนไหวของทีมผ่าน เว็บไซต์ทางการของ Pepenode และเสริมมุมมองจาก X และ ช่อง Telegram
ยอดระดมทุนล่าสุด
ราคาจะถูกปรับขึ้นอีกครั้งภายใน: