Bitcoin ติดกับดักสภาพคล่อง! ตลาดซบเซาอาจยาวถึงปี 2026

Bitcoin (BTC) ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบระหว่าง 85,000 ถึง 93,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางสภาพคล่องในตลาดที่ลดลงอย่างมากในช่วงวันหยุดยาวสิ้นปี ประกอบกับการลดความเสี่ยงของนักลงทุน
QCP Capital บริษัทวิเคราะห์คริปโตชั้นนำชี้ว่า สถานการณ์นี้อาจทำให้ตลาดซบเซาต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคือการหมดอายุของ Options สัญญามูลค่ามหาศาลกว่า 2.37 หมื่นล้านดอลลาร์ในวันศุกร์ที่จะถึงนี้
วิเคราะห์ Bitcoin ท่ามกลางสภาพคล่องตลาดที่ลดลง
ในช่วงใกล้เทศกาลคริสต์มาส ตลาดคริปโตเผชิญกับภาวะสภาพคล่องที่เบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ราคา BTC ยังคงติดอยู่ในกรอบแนวรับที่ 85,000 ดอลลาร์ และแนวต้านที่ 93,000 ดอลลาร์
ข้อมูลจาก QCP Capital ระบุว่า สถานะคงค้าง (Open Interest) ของสัญญาล่วงหน้าแบบไม่มีวันหมดอายุ (Perpetual Futures) สำหรับ BTC ลดลงถึง 3 พันล้านดอลลาร์ และสำหรับ ETH ลดลง 2 พันล้านดอลลาร์ในคืนเดียว ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็น “ผลการดำเนินงานช่วงสิ้นปีที่อ่อนแอที่สุดในรอบ 7 ปี” ของ BTC
สถานการณ์ยิ่งทวีความน่าจับตามองมากขึ้น เมื่อวันศุกร์นี้ (Boxing Day) จะมีการหมดอายุของสัญญา Options ครั้งประวัติศาสตร์ โดยมีสัญญา Bitcoin Options ประมาณ 300,000 ฉบับ คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 23.7 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของสถานะคงค้างทั้งหมดบนแพลตฟอร์ม Deribit

แม้ว่าสถานะ Put Options ที่ราคา 85,000 ดอลลาร์จะลดลงจาก 15,000 เหลือ 12,000 สัญญา แต่สถานะ Call Options ที่ราคา 100,000 ดอลลาร์ยังคงที่ประมาณ 17,000 สัญญา ซึ่งบ่งชี้ว่านักลงทุนบางส่วนยังคงมีความหวังเล็กๆ กับปรากฏการณ์ ‘Santa Rally‘
จับตาสัญญาณ On-Chain และแรงกดดันจาก Bitcoin ETF
ข้อมูล On-chain จาก CryptoQuant ยิ่งตอกย้ำถึงแรงซื้อที่อ่อนแอลง โดยพบว่าปริมาณการซื้อในตลาดฟิวเจอร์สของ Binance ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีรูปแบบคล้ายกับวัฏจักรในปี 2021

นอกจากนี้ จำนวน Active Address ที่ลดลงอย่างรวดเร็วยังบ่งชี้ว่ากิจกรรมในตลาดโดยรวมกำลังจางหายไป ในขณะเดียวกัน กองทุน Bitcoin ETF ก็ได้เผชิญเงินไหลออกสุทธิ 461.8 ล้านดอลลาร์ในรอบ 3 วัน นำโดยกองทุนของ BlackRock ที่มีเงินไหลออก 173.6 ล้านดอลลาร์ และ Fidelity ที่ 170.3 ล้านดอลลาร์ สะท้อนถึงแรงกดดันจากการลดความเสี่ยงช่วงสิ้นปี

อย่างไรก็ตาม Ray Youssef ซีอีโอของ NoOnes ให้ความเห็นกับ Cryptonews ว่า แรงเทขายส่วนใหญ่มาจาก “นักลงทุนรายย่อยที่ใช้เลเวอเรจ” และ “นักลงทุนระยะสั้น” ในทางกลับกัน ผู้ลงทุนสถาบันยังคงถือครองอย่างเหนียวแน่น สะท้อนจากข้อมูลที่ว่าแม้ราคาจะปรับตัวลงกว่า 30% จากจุดสูงสุดในเดือนตุลาคม แต่การถือครอง Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ลดลงไม่ถึง 5% เท่านั้น
นอกจากนี้ นับตั้งแต่กองทุน Bitcoin ETPs ในสหรัฐฯ เปิดตัวเมื่อเดือนมกราคม 2024 ก็มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิทั่วโลกรวมแล้วกว่า 8.7 หมื่นล้านดอลลาร์
นักวิเคราะห์คาดการณ์ทิศทางราคา BTC ในอนาคต
มุมมองของนักวิเคราะห์มีความหลากหลาย Farzam Ehsani ซีอีโอของ VALR มองว่าช่วงสิ้นปีนี้เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดสำหรับตลาดคริปโต และได้เสนอ 2 สถานการณ์ที่เป็นไปได้ คือ
1) การปรับฐานครั้งนี้เป็นการวางกลยุทธ์ของรายใหญ่เพื่อรอเข้าสะสมอีกครั้ง หรือ 2) ตลาดกำลังเข้าสู่การปรับฐานที่ลึกกว่าเดิมจากปัจจัยมหภาคและนโยบายของ Fed โดยเขาคาดว่า Bitcoin อาจกลับไปทดสอบช่วงราคา 100,000–120,000 ดอลลาร์ได้ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2026
ด้าน John Glover ซึ่งเป็น CIO ของ Ledn คาดการณ์ว่าตลาดจะยังคงผันผวน โดยราคาอาจปรับตัวลงไปที่ระดับ 71,000 ถึง 84,000 ดอลลาร์ ซึ่งจะเป็นจุดต่ำสุดของ Wave IV ก่อนที่จะเริ่ม Wave V ซึ่งเป็นคลื่นสุดท้าย โดยมีเป้าหมายราคาอยู่ที่ 145,000 ถึง 160,000 ดอลลาร์ แต่เขาเน้นย้ำว่าการปรับฐานในรอบนี้ “จะใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะสิ้นสุด”

ขณะที่ Michaël van de Poppe มองว่าการที่ราคาไม่ผ่านแนวต้าน 90,000 ดอลลาร์ “ยังไม่ใช่สัญญาณที่แย่” และตลาดต้องการให้แนวรับที่ 86,000 ดอลลาร์ยังคงอยู่เพื่อสร้างโมเมนตัมต่อไป
ปัจจัยเสี่ยงและโอกาสของ BTC สู่ปี 2026
QCP Capital ตั้งข้อสังเกตว่า การเคลื่อนไหวของราคาในช่วงวันหยุดยาวที่มีสภาพคล่องต่ำมักจะกลับตัว (mean-revert) เมื่อสภาพคล่องกลับมาเป็นปกติในเดือนมกราคม
นอกจากนี้ ปัจจัยเรื่องการขายเพื่อลดหย่อนภาษี (Tax-loss harvesting) ก่อนวันที่ 31 ธันวาคม อาจเพิ่มความผันผวนในระยะสั้นได้เช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนคริปโตสามารถขายเพื่อรับรู้ผลขาดทุนและกลับเข้ามาซื้อใหม่ได้ทันทีโดยไม่มีกฎ Wash-sale เหมือนในตลาดหุ้น
Ray Youssef เสริมว่า ในปี 2025 นี้ BTC “ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นทองคำดิจิทัล” อีกต่อไป แต่กลับมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคมากขึ้น โดยทิศทางขาขึ้นของ BTC ตอนนี้ขึ้นอยู่กับการขยายสภาพคล่อง ความชัดเจนด้านนโยบายของภาครัฐ และความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์เสี่ยง มากกว่าจะเป็นเพียงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว
แนวคิดนี้สอดคล้องกับมุมมองของ Farzam Ehsani ที่ชี้ว่านักลงทุนกำลังหันกลับไปหาสินทรัพย์ที่อนุรักษ์นิยมกว่าอย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของตลาดคริปโตในปัจจุบัน