Bitcoin พุ่งกระฉูดหลัง US Shutdown! มีอะไรอีกบ้างที่ต้องรู้?

Bitcoin (BTC) ราคาปรับจากติดลบมาเป็นบวกกว่า 2.4% หลังเกิดภาวะ Government Shutdown ของสหรัฐฯ ซึ่งกำลังสร้างความกังวลไปทั่วตลาดการเงินโลก เหตุการณ์ทางการเมืองนี้อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสร้างความผันผวนอย่างรุนแรง
คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในหมู่นักลงทุนคริปโตคือ ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ BTC จะสามารถพิสูจน์ตัวเองในฐานะ ‘สินทรัพย์หลบภัย’ (Safe Haven) ได้หรือไม่ หรือจะได้รับผลกระทบเชิงลบไปพร้อมกับตลาดอื่น ๆ
เจาะลึก Government Shutdown สหรัฐฯ สะเทือนตลาดการเงินอย่างไร?
Government Shutdown คือสภาวะที่หน่วยงานรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ที่ไม่จำเป็น (non-essential) ต้องหยุดทำการชั่วคราว เนื่องจากสภาคองเกรสไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายงบประมาณได้ทันเวลา แม้จะดูเป็นเรื่องการเมืองภายใน แต่ผลกระทบกลับส่งแรงกระเพื่อมสู่ตลาดการเงินทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความไม่แน่นอนนี้มักนำไปสู่ความผันผวนในตลาดหุ้น เนื่องจากนักลงทุนจะเริ่มประเมินความเสี่ยงและแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ ตามข้อมูลในอดีต ตลาดมักจะตอบสนองเชิงลบในช่วงแรกของการประกาศ Shutdown ซึ่งสะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นมากกว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อสินทรัพย์บางประเภท
บทเรียนจากอดีต: ตลาดหุ้นผันผวน แล้ว Bitcoin จะเป็นอย่างไร?
นับตั้งแต่ปี 1976 สหรัฐฯ เผชิญกับ Government Shutdown มาแล้ว 22 ครั้ง ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจเกี่ยวกับปฏิกิริยาของตลาด
ดัชนี S&P 500 มีผลการดำเนินงานที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้น ๆ มากกว่าตัวเหตุการณ์ Shutdown เอง ตัวอย่างเช่น การ Shutdown ครั้งที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ 35 วัน ช่วงปี 2018-2019 ในตอนแรกดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง แต่สุดท้ายกลับฟื้นตัวและปิดบวกได้

สำหรับ Bitcoin ซึ่งเป็นสินทรัพย์ประเภทใหม่ สถานการณ์นี้อาจเป็นบททดสอบสำคัญ นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าความวุ่นวายทางการเมืองและความไม่น่าเชื่อถือของระบบการเงินแบบดั้งเดิม อาจผลักดันให้นักลงทุนหันมาสนใจ BTC ในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกที่ไม่ขึ้นกับรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ความผันผวนที่สูงของ BTC ก็อาจทำให้นักลงทุนบางส่วนลังเลที่จะใช้เป็นหลุมหลบภัยได้เช่นกัน
ขณะที่กำลังเขียนบทความนี้ ราคา BTC พุ่งกระฉูดอย่างรวดเร็ว ตอบรับเหตุการณ์ Shutdown โดยราคาเพิ่มขึ้นกว่า 2.4% ขณะที่ราคายืนเหนือ 116,000 ดอลลาร์เรียบร้อยแล้ว

วิเคราะห์ศึกชิงบัลลังก์ Safe Haven: ดอลลาร์สหรัฐฯ ปะทะ Bitcoin
โดยปกติแล้ว สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มักจะอ่อนค่าลงในช่วงแรกของการเกิด Shutdown เนื่องจากความเชื่อมั่นในธรรมาภิบาลของอเมริกาลดลง อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน ดอลลาร์อาจกลับมาแข็งค่าได้อย่างน่าประหลาดใจในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่นักลงทุนทั่วโลกยังคงเชื่อมั่น
ในทางกลับกัน สถานการณ์นี้เปิดโอกาสให้ BTC ได้ท้าชิงตำแหน่งสินทรัพย์ปลอดภัย ด้วยคุณสมบัติการกระจายอำนาจ (Decentralization) และอุปทานที่จำกัด ทำให้มันเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการป้องกันความเสี่ยงจากความไร้เสถียรภาพของรัฐบาล
หากนักลงทุนสถาบันและรายย่อยมองเห็นถึงความเสี่ยงของระบบการเงินที่พึ่งพารัฐบาลมากเกินไป เราอาจได้เห็นเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาด BTC มากขึ้นเพื่อกระจายความเสี่ยง
ผลกระทบรายเซกเตอร์เป็นอย่างไร? อุตสาหกรรมไหนรอด?
หุ้นของบริษัทที่พึ่งพาสัญญาจากรัฐบาลและบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ มักประสบกับแรงเทขายทันทีเมื่อมีการประกาศการปิดหน่วยงานรัฐบาล (Government Shutdown) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทที่มีรายได้หรือโครงการที่เกี่ยวข้องกับเงินทุนของรัฐบาลกลาง มักจะเผชิญกับการลดลงของราคาหุ้น เนื่องจากนักลงทุนเริ่มประเมินถึงความเสี่ยงในการเลื่อนการชำระเงินหรือการหยุดชะงักของโครงการที่อาจเกิดขึ้น
ในส่วนของหุ้นกลุ่ม Healthcare โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงการ Medicare และ Medicaid มักพบกับความผันผวนในตลาด เนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับความต่อเนื่องของโครงการเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม บริการที่จำเป็นมักยังคงดำเนินการต่อไปได้ จึงช่วยลดผลกระทบต่อธุรกิจส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้
สำหรับบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีที่มีสัญญากับรัฐบาล เช่น กลุ่มที่ให้บริการด้าน Cybersecurity และ Cloud Services อาจมีปฏิกิริยาที่แตกต่างกันไป แม้ว่าการชำระเงินจากสัญญาอาจล่าช้า แต่ความต้องการบริการเหล่านี้มักยังคงมีอยู่ต่อเนื่องในช่วงเวลาของการปิดหน่วยงาน
ในทางกลับกัน กลุ่มธุรกิจที่มีการพึ่งพารัฐบาลน้อยมักจะทำผลงานได้ดีกว่าในช่วงเวลาดังกล่าว โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม Consumer Discretionary เช่น ร้านค้าปลีกและร้านอาหาร ซึ่งอาจได้รับผลประโยชน์จากความมั่นคงที่มากกว่าและการไหลเข้าของเงินทุนจากนักลงทุนสถาบันที่มองหากระแสรายได้ที่คาดการณ์ได้ง่ายกว่า
ตลาด Currency และพันธบัตร
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมักอ่อนตัวทันทีหลังมีข่าวปิดหน่วยงานรัฐบาล เพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองกระทบความเชื่อมั่น นักลงทุนในตลาด forex จึงปรับกลยุทธ์และพอร์ตเพื่อรับมือความผันผวน
อย่างไรก็ดี ดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจากสถานะ “เงินสำรองโลก” และเศรษฐกิจพื้นฐานที่แข็งแกร่ง หากวิกฤตการเมืองในสหรัฐฯ เกิดขึ้นพร้อมความไม่แน่นอนระดับโลก ดอลลาร์อาจกลับมาแข็งค่าในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แม้สหรัฐฯ เผชิญปัญหาภายในเองก็ตาม
ในส่วนของตลาดพันธบัตรรัฐบาล สถานการณ์ในช่วงปิดหน่วยงานรัฐบาลมักมีความซับซ้อนมากขึ้น พันธบัตรสหรัฐฯ ได้แรงซื้อจากนักลงทุนที่มองหาความปลอดภัย แต่ก็เจอแรงกดดันจากข้อถกเถียงเรื่องเพดานหนี้
พันธบัตรระยะสั้นอาจต้องเผชิญกับความวุ่นวายทางเทคนิค หากตารางการประมูลพันธบัตรของกระทรวงการคลังมีการเปลี่ยนแปลง ขณะที่พันธบัตรระยะยาวมักสะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นทันที ความแตกต่างนี้สามารถก่อให้เกิดโอกาสการซื้อขายสำหรับนักลงทุนที่เฝ้าติดตามความเปลี่ยนแปลงในเส้นอัตราผลตอบแทนอย่างใกล้ชิด
บทสรุป สินทรัพย์ไหนเป็นอย่างไร
- ดอลลาร์สหรัฐ (USD): อ่อนค่าทันทีเพราะความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่สถานะ “เงินสำรองโลก” อาจหนุนให้ฟื้นได้หากนักลงทุนหันหาสินทรัพย์ปลอดภัย
- ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ (US Treasuries): ได้แรงซื้อจากสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่เสี่ยงผันผวนจากปัญหาเพดานหนี้ โดยเฉพาะพันธบัตรระยะสั้น
- พันธบัตรระยะยาว: มักสะท้อนความกังวลต่อเศรษฐกิจในระยะยาว มากกว่าผลกระทบทางการเมืองระยะสั้น
- ตลาดคริปโตและทองคำ: อาจได้แรงหนุนในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกและหลบความเสี่ยง หากนักลงทุนลดการถือดอลลาร์
- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ: เผชิญแรงกดดันจากบรรยากาศความไม่แน่นอนและความกังวลเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว