Fidelity ชี้ชัด! Bitcoin จ่อหายากขึ้น 28% ภายในปี 2025

Bitcoin กำลังเป็นประเด็นร้อนหลังรายงานล่าสุดจาก Fidelity Digital Assets เผยการวิเคราะห์ของนักวิจัย Zack Wainwright ที่ชี้ว่า BTC กำลังเข้าสู่ยุคแห่งความขาดแคลนเต็มรูปแบบ ภายในสิ้นปี 2025 โดยมีการคาดการณ์ว่าอุปทานมากกว่า 28% จะกลายเป็นสินทรัพย์ที่ไร้สภาพคล่อง (Illiquid) ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อทั้งมูลค่าและทิศทางของตลาดคริปโตในอนาคต
เจาะลึกรายงาน Fidelity: อุปทาน Bitcoin กำลังจะหายไปไหน?
รายงานของ Fidelity ได้วิเคราะห์แนวโน้มที่อุปทานของ BTC กำลังถูกดูดซับออกจากตลาดหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าปัจจุบันอุปทานทั้งหมดของ BTC ใกล้จะถูกขุดออกมาครบ 95% แล้ว ทำให้ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงที่ความขาดแคลนจะเด่นชัดขึ้น ปรากฏการณ์นี้ได้รับแรงหนุนจากผู้เล่น 2 กลุ่มหลัก
กลุ่มแรกคือ “นักลงทุนระยะยาว” หรือกระเป๋าเงินที่ถือครอง BTC มานานกว่า 7 ปีโดยไม่มีการเคลื่อนไหว และกลุ่มที่สองคือ “บริษัทมหาชน” ที่มีนโยบายเข้าถือครองอย่างน้อย 1,000 BTC ขึ้นไปในคลังสินทรัพย์ของบริษัท
Fidelity คาดการณ์ว่าภายในสิ้นปี 2025 ทั้งสองกลุ่มนี้จะถือครอง BTC รวมกันมากกว่า 6 ล้านเหรียญ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 28% ของอุปทานสูงสุดที่ 21 ล้านเหรียญ
ปัจจุบัน ข้อมูลชี้ว่าบริษัทมหาชนทั่วโลกถือครอง BTC อยู่ที่ประมาณ 830,000 BTC หรือราว 4% ของอุปทานหมุนเวียน แต่ประมาณการบางแห่งชี้ว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงถึง 1.3 ล้าน BTC หากนับรวมบริษัทเอกชนด้วย ซึ่ง Fidelity ตั้งข้อสังเกตว่าเทรนด์การนำ BTC เข้ามาเป็นสินทรัพย์ในคลังของบริษัทต่างๆ ได้เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2024 เป็นต้นมา
แนวโน้มระยะยาวและผลกระทบต่อราคา BTC ในอนาคต
นอกจากการคาดการณ์ระยะสั้นแล้ว รายงานยังมองไปถึงอนาคตระยะยาว โดยคาดว่าภายในปี 2032 อุปทานของ BTC ที่ถูกเก็บแบบระยะยาวอาจพุ่งสูงถึง 8.3 ล้านเหรียญ หรือคิดเป็น 42% ของอุปทานทั้งหมด
Zack Wainwright เสริมว่าปัจจัยเร่งที่สำคัญอาจมาจากการที่รัฐบาลของประเทศต่างๆ เริ่มยอมรับและเข้าถือครอง Bitcoin รวมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะยิ่งผลักดันให้แนวโน้มนี้เกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาด
ปรากฏการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ยังเกิดขึ้นกับ Ethereum (ETH) ด้วยเช่นกัน โดยนับตั้งแต่การเปิดตัว Ether ETF ในปี 2024 กองทุนเหล่านี้ได้เข้าถือครอง ETH ไปแล้วกว่า 5.5% ของอุปทานทั้งหมด ในขณะที่คลังสินทรัพย์ของบริษัทต่างๆ ก็มีการถือครอง ETH มากกว่า 4% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันต่อสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำ
ในขณะที่รายงานนี้ถูกเปิดเผยออกมา ราคา BTC ได้มีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากระดับ 116,700 ดอลลาร์ มาเคลื่อนไหวเหนือ 115,800 ดอลลาร์ ในช่วงการซื้อขายของตลาดเอเชีย โดยยังคงอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาล (All-Time High) ที่ 7.2% ซึ่งนักเทรดหลายคนกำลังจับตาสัญญาณการปรับฐานที่อาจเกิดขึ้นหลังจากนี้
Bitcoin Hyper ปฏิวัติเครือข่าย BTC Layer-2 ให้เหนือกว่าที่เคย
Bitcoin Hyper ($HYPER) พัฒนาขึ้นเป็น Layer-2 บน Solana Virtual Machine (SVM) เพื่อยกระดับ BTC จากสินทรัพย์เก็บมูลค่าสู่เครือข่ายความเร็วสูง รองรับการใช้งาน DeFi, dApps และ Meme Culture ได้จริง ด้วยความสามารถประมวลผลธุรกรรมหลายหมื่นรายการต่อวินาที และค่าธรรมเนียมเฉลี่ยต่ำกว่า 0.001 ดอลลาร์ โดยยังคงความปลอดภัยผ่าน Zero-Knowledge Proof (ZKP) ในการบีบอัดข้อมูลก่อนส่งกลับไปยืนยันบน Layer-1 ซึ่งแก้ไขข้อจำกัดของ BTC เดิมที่ช้า ค่าธรรมเนียมสูง และไม่รองรับการเขียนโปรแกรมที่ซับซ้อน

โครงการนี้ระดมทุนได้กว่า $30.64M แล้ว สะท้อนความสนใจของนักลงทุนไม่น้อยเลยทีเดียว แถมยังมีประโยชน์ใช้งานจริง เช่น Meme Coin Factory, DeFi สำหรับ BTC, Micropayment และ GameFi/NFT รวมถึงระบบ Cross-Chain Bridge ที่เชื่อม BTC, ETH และ SOL เข้าด้วยกันอย่างปลอดภัย
ผู้ถือ BTC สามารถใช้งานผ่าน DeFi, NFT หรือ GameFi ได้ทันที โดยเหรียญ $HYPER จะถูกใช้เป็นค่า Gas, รับรางวัล Staking และเป็น Governance Token ซึ่งสร้างบทบาทให้ผู้ถือมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนระบบนิเวศ
ความสำเร็จในการระดมทุนและโครงสร้าง Presale ที่เป็นธรรม (ไม่มีรอบพิเศษสำหรับ VC) ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้าร่วมได้อย่างเท่าเทียม ขณะเดียวกัน ราคาที่ปรับขึ้นตามขั้น Presale ก็สร้างแรงจูงใจให้เข้าร่วมตั้งแต่ช่วงแรกๆ HYPER จึงเป็นอีกหนึ่งโครงการที่น่าจับตาในตลาด Altcoin ที่กำลังคึกคัก ด้วยเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งและโอกาสในการเติบโตสูงในอนาคต
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการนี้ กรุณาดูบทวิเคราะห์ Bitcoin Hyper และอย่าลืมดูวิธีซื้อ HYPER ทีละขั้นตอน แล้วประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน
ติดตามโปรเจกต์นี้ได้ใน X และ ช่อง Telegram