CLARITY Act สะดุด หลัง Coinbase ประกาศไม่หนุน ยังชี้มีจุดอ่อนเพียบ!

วงการคริปโตต้องจับตา เมื่อ Brian Armstrong ซึ่งเป็น CEO ของ Coinbase ได้ออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนว่าไม่สามารถสนับสนุนร่างกฎหมายคริปโตฉบับใหม่ (CLARITY Act) ของวุฒิสภาสหรัฐฯ ในรูปแบบปัจจุบันได้ สร้างความไม่แน่นอนครั้งใหม่ให้กับความพยายามในการวางกฎเกณฑ์สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลในวอชิงตัน
เจาะลึกเหตุผล: ทำไม Coinbase ถึงค้านร่างกฎหมายคริปโตสหรัฐฯ
หลังจากใช้เวลาทบทวนเนื้อหาร่างกฎหมายกว่า 48 ชั่วโมง Brian Armstrong ได้โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า “Coinbase ไม่สามารถสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ตามที่เขียนไว้ได้” เขาระบุว่าร่างกฎหมายดังกล่าวมีปัญหามากเกินไป และอาจส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

Armstrong ชี้ให้เห็นถึงข้อกังวลหลักหลายประการในร่างกฎหมายคริปโตสหรัฐฯ ฉบับนี้ ได้แก่ การแบน tokenized equities (หุ้นในรูปแบบโทเคน) โดยพฤตินัย, การวางข้อจำกัดที่ส่งผลกระทบต่อวงการ DeFi และความเป็นส่วนตัว รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะลดทอนอำนาจของคณะกรรมการกำกับดูแลการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) ซึ่งอาจทำให้นวัตกรรมต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) แถมเขายังกล่าวเสริมว่า “เรายอมไม่มีกฎหมาย ดีกว่ามีกฎหมายที่แย่”
เสียงสะท้อนจากวงการและประเด็น Stablecoin ที่น่ากังวล
นอกเหนือจากประเด็นข้างต้น Armstrong ยังแสดงความกังวลต่อข้อกำหนดที่จะจำกัดการให้ผลตอบแทนที่เชื่อมโยงกับ Stablecoin ซึ่งเป็นจุดขัดแย้งสำคัญระหว่างธนาคารและบริษัทคริปโต โดยร่างกฎหมายไม่อนุญาตให้บริษัทคริปโตจ่ายดอกเบี้ยแก่ผู้บริโภคเพียงเพราะการถือครอง Stablecoin แม้จะยังคงอนุญาตให้มีรางวัลสำหรับกิจกรรมบางอย่าง เช่น การชำระเงินหรือโปรแกรมสะสมคะแนนก็ตาม
ในขณะเดียวกัน บริษัท Galaxy Digital ก็ได้ออกมาแสดงความกังวลเช่นกัน โดยเตือนว่าร่างกฎหมายคริปโตสหรัฐฯ ฉบับนี้อาจขยายอำนาจของกระทรวงการคลังในการสอดส่องการโอนย้ายคริปโต ผ่านอำนาจมาตรการพิเศษใหม่ที่คล้ายกับเครื่องมือที่สร้างขึ้นภายใต้กฎหมาย Patriot Act หลังเหตุการณ์ 9/11 ซึ่งอาจนำไปสู่การสอดส่องที่กว้างขวางขึ้น
จับตาอนาคต: อุตสาหกรรมคริปโตสหรัฐฯ จะเดินไปทางไหน?
ท่าทีของ Brian Armstrong มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเจรจาโครงสร้างตลาดและเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ในการรณรงค์ทางการเมืองที่หนุนคริปโต การคัดค้านครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์เริ่มส่งสัญญาณสนับสนุนอุตสาหกรรมมากขึ้น เดิมทีคณะกรรมาธิการการธนาคารแห่งวุฒิสภามีกำหนดการพิจารณาแก้ไขร่างกฎหมายในวันพฤหัสบดี เวลา 22.00 น. ตามเวลาไทย แต่ก็ได้ถูกเลื่อนออกไปแล้ว
การเลื่อนพิจารณา CLARITY Act ของคณะกรรมาธิการการธนาคารวุฒิสภา ยิ่งตอกย้ำข้อจำกัดของกระบวนการกำกับดูแลคริปโตในวอชิงตัน โดยเฉพาะเมื่อการถอนการสนับสนุนของ Coinbase ชี้ให้เห็นจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของร่างกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดผลตอบแทนจาก Stablecoin หรือบทบัญญัติที่ล้ำเส้นภาค DeFi ซึ่งถูกมองว่าไม่ได้ช่วยยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างแท้จริง แต่กลับสะท้อนความพยายามของระบบราชการในการควบคุมนวัตกรรมที่ยังไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ท่ามกลางความซับซ้อนด้านกฎระเบียบที่ตกทอดมาตั้งแต่ยุคก่อนหน้า
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าคริปโตพร้อมสำหรับกฎหมายหรือไม่ หากแต่อยู่ที่ว่ากระบวนการนิติบัญญัติในปัจจุบันสามารถสร้างกติกาที่สมดุล มีเหตุผล และไม่ถูกครอบงำด้วยแรงล็อบบี้ได้จริงเพียงใด
สถานการณ์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดคริปโต หากฝ่ายนิติบัญญัติยอมปรับแก้ร่างกฎหมายเพื่อดึงแพลตฟอร์มหลักๆ กลับมาสนับสนุน หรือหากร่างกฎหมายต้องหยุดชะงักอีกครั้ง อุตสาหกรรมก็จะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางกฎหมายและการต่อสู้ในชั้นศาลต่อไปเหมือนที่เคยเป็นมา