Bitcoin ทุบ $122K ช่วง Crypto Week! – XRP & Ethereum ร่วมแจม!

Bitcoin (BTC) พุ่งทะยานอย่างรุนแรง ทะลุระดับ 122,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ แล้วเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สร้างสถิติสูงสุดใหม่ (All-Time High) ที่ทำให้นักลงทุนใน BTC ทั่วโลกต่างจับตามอง หลังจากตลาดคริปโตซบเซามาหลายเดือน แถมยังดันเหรียญหลักอื่นๆ ขึ้นตามไปด้วย เช่น XRP และ Ethereum ที่เพิ่มขึ้นถึงราว 6% และ 2.2% ใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาตามลำดับ
การกลับมาครั้งนี้ของ BTC ไม่ใช่แค่การดีดตัวธรรมดา แต่เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นครั้งใหญ่ที่กลับคืนสู่ตลาด BTC โดยมีปัจจัยสำคัญจากความเคลื่อนไหวทางการเมืองในสหรัฐอเมริกาเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
การกลับมาของ Donald Trump และ “Crypto Week” ในวอชิงตัน กำลังจะกลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำหรับอนาคตของ BTC และสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมด การลงทุนใน BTC จึงกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง
ทำไม Bitcoin ถึงพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์?
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคา BTC ให้พุ่งขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มาจากการเมืองในสหรัฐฯ เป็นหลัก นับตั้งแต่ Donald Trump กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว ราคา BTC ก็เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าตัว เนื่องจากนักลงทุนและเทรดเดอร์ในตลาดต่างคาดการณ์ว่ารัฐบาลของเขาจะมีนโยบายที่เป็นมิตรต่อคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งอาจเป็นการ “เปิดประตู” สู่การยอมรับ BTC และคริปโตในวงกว้าง
สัปดาห์นี้ถูกขนานนามว่าเป็น “Crypto Week” ในวอชิงตัน ดี.ซี. เนื่องจากสภาคองเกรสเตรียมลงมติในร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล
หากร่างกฎหมายเหล่านี้ผ่าน จะเป็นการสร้างกรอบกติกาที่ชัดเจนให้กับโลกคริปโตเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนสถาบันต่างรอคอยมานาน เพราะการมีกฎระเบียบที่ชัดเจนจะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้การลงทุนใน BTC มีความปลอดภัยและน่าดึงดูดยิ่งขึ้นสำหรับบริษัทขนาดใหญ่
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือ Genius Act ที่มุ่งเน้นไปที่ Stablecoins ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพให้ตลาดโดยรวม และส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของ BTC ในระยะยาว การเคลื่อนไหวนี้จึงเป็นข่าวดีสำหรับผู้ถือครอง BTC ทุกคน และทำให้หลายคนตื่นเต้นกับเหรียญทางเลือกที่เกี่ยวข้องอย่าง Bitcoin Hyper (HYPER) และ BTC Bull Token (BTCBULL) ไปด้วย

HYPER ได้รับความสนใจในฐานะเหรียญ Layer-2 ของเครือข่ายบิทคอยน์ ที่จะทำให้ธุรกรรมรวดเร็วยิ่งขึ้นแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน และยังมีค่าธรรมเนียมต่ำอีกด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วง Presale
ขณะที่ BTCBULL เป็นโปรเจกต์ที่แจกแอร์ดรอปเป็น BTC จริงๆ เมื่อราคา BTC แตะเป้าหมายที่กำหนด โดยจะเริ่มแจกเมื่อถึง 150,000 ดอลลาร์ (และเพิ่มขึ้นทุกๆ 50,000 ดอลลาร์) แถมยังมีการเผาโทเคน BTCBULL เรื่อยๆ เพื่อจำกัดอุปทาน คล้ายกับของ BTC อีกด้วย

BlackRock และสถาบันใหญ่แห่ตุน BTC เพิ่ม
ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในตัว BTC ไม่ได้มาจากแค่ปัจจัยทางการเมือง แต่ยังสะท้อนผ่านการเคลื่อนไหวของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ บริษัทจัดการสินทรัพย์ระดับโลกอย่าง BlackRock และ Fidelity ต่างกำลังเพิ่มสัดส่วนการถือครอง BTC อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ กองทุน Bitcoin ETF ที่เพิ่งเปิดตัวไปก็สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้สูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการ BTC จากนักลงทุนสถาบันอย่างชัดเจน
ในขณะเดียวกัน ที่ประเทศญี่ปุ่น Metaplanet ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจโรงแรม ก็ได้สร้างความฮือฮาด้วยการเข้าซื้อ BTC เพิ่มเกือบ 800 เหรียญ ทำให้บริษัทกลายเป็นหนึ่งในผู้ถือครอง BTC รายใหญ่ที่สุดในกลุ่มบริษัทจดทะเบียน
ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีสัญญาณว่ารัฐบาลหลายประเทศอาจเริ่มเปลี่ยนมุมมองต่อคริปโต เช่น ในจีน ซึ่งการซื้อขายคริปโตยังคงถูกแบน แต่การประชุมเกี่ยวกับ Stablecoins ในเซี่ยงไฮ้เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้สร้างความสนใจในวงกว้าง และอาจบ่งบอกถึงการทบทวนนโยบายในอนาคต
ตลาด Altcoin คึกคักตาม Bitcoin และความเสี่ยงที่ต้องจับตา
การพุ่งขึ้นของ BTC มักจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปยังตลาดคริปโตโดยรวม และครั้งนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น สกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ (หรือ Altcoin) ต่างปรับตัวสูงขึ้นตาม Bitcoin ไม่ว่าจะเป็น Ethereum (ETH) ที่กลับมายืนเหนือระดับ 3,000 ดอลลาร์อีกครั้ง รวมถึง XRP, Solana, Cardano และแม้แต่ meme coin (เหรียญมีม) อย่าง Dogecoin ก็ได้รับอานิสงส์จากกระแสบวกของ BTC เช่นกัน
ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า BTC ยังคงเป็นผู้นำตลาดที่กำหนดทิศทางของสินทรัพย์ดิจิทัลส่วนใหญ่
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องไม่ลืมว่าตลาดคริปโตมีความผันผวนสูงเป็นปกติ ประวัติศาสตร์ของ BTC แสดงให้เห็นว่าการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงมักตามมาด้วยการปรับฐาน (Correction) หรือแม้กระทั่งการร่วงหนักได้เสมอ แม้ว่าตอนนี้สัญญาณทางเทคนิคและปริมาณการซื้อขาย BTC จะยังบ่งชี้ในเชิงบวกอยู่ แต่ความเสี่ยงก็ยังไม่หายไปไหน
สิ่งสำคัญที่ควรจำไว้คือ BTC และคริปโตอื่น ๆ ไม่ได้สร้างรายได้หรือจ่ายเงินปันผล มูลค่าของมันขึ้นอยู่กับความต้องการในตลาดเป็นหลัก ดังนั้นควรใช้เงินทุนที่พร้อมจะสูญเสียเท่านั้น
สรุป: ตอนนี้เหมาะแก่การลงทุนหรือไม่?
การที่ราคา BTC ทะยานสู่จุดสูงสุดใหม่เหนือ 122,000 ดอลลาร์ มีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากความคาดหวังเชิงบวกต่อนโยบายคริปโตในสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ Donald Trump และ “Crypto Week” ที่อาจนำมาซึ่งกฎระเบียบที่ชัดเจนสำหรับ Bitcoin เป็นครั้งแรก
หาก Crypto Week สามารถนำมาซึ่งความชัดเจนด้านกฎระเบียบที่นักลงทุนหลายคนรอคอยจริงๆ ตลาดคริปโตก็อาจมีโอกาสเติบโตต่อไป
แต่สำหรับผู้ที่มองหาการลงทุนที่มั่นคงหรือมีความเสี่ยงต่ำ คริปโตอาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสม หากต้องการเริ่มลงทุน ควรเริ่มจากจำนวนเงินที่ไม่กระทบต่อการเงินส่วนตัวก่อน แล้วค่อยกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง
แม้ว่าตลาดคริปโตจะกำลังเฟื่องฟู แต่จากประวัติที่ผ่านมา สิ่งเดียวที่แน่นอนเกี่ยวกับตลาดนี้ ก็คือความไม่แน่นอนนั่นเอง