Bitcoin ย่อตัวแรง นักขุดเริ่มไม่มั่นใจ เพราะต้นทุนกำลังไล่ทันราคา!

สถานการณ์ของนักขุด Bitcoin (BTC) ทั่วโลกกำลังตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา เมื่อข้อมูลล่าสุดชี้ว่าต้นทุนการขุดหนึ่งเหรียญได้พุ่งสูงกว่าราคาซื้อขายในตลาดแล้ว ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า อุตสาหกรรมนี้กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ และบรรดาบริษัทเหมืองขุดจะปรับตัวเพื่อความอยู่รอดอย่างไรในสภาวะตลาดที่ไม่แน่นอนเช่นนี้
วิเคราะห์ต้นทุนขุด BTC ในสหรัฐฯ: แพงกว่าราคาตลาดจริงหรือ?
ข้อมูลจากดัชนีการใช้ไฟฟ้าของบิทคอยน์ หรือ Cambridge Bitcoin Electricity Consumption Index (CBECI) ได้เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า ต้นทุนเฉลี่ยในการขุด Bitcoin หนึ่งเหรียญในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 94,746 ดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดของ BTC ที่ซื้อขายกันอยู่ที่ราว 88,000-89,000 ดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ โดยตัวเลขนี้คำนวณจากค่าไฟฟ้าเฉลี่ยทั่วประเทศที่ 0.14 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ณ เดือนตุลาคม 2025
แม้จะพิจารณาเฉพาะอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 0.09 ดอลลาร์ต่อ kWh ต้นทุนการขุดก็ยังคงสูงถึง 86,931 ดอลลาร์ ซึ่งใกล้เคียงกับราคาตลาดอย่างมาก สถานการณ์นี้ทำให้นักขุดในสหรัฐฯ ตกอยู่ในภาวะกดดันอย่างหนัก เนื่องจากความสามารถในการทำกำไรลดลงจนแทบไม่เหลือ หรือในบางกรณีอาจถึงขั้นขาดทุนในทุก BTC ที่ขุดได้เลยทีเดียว
จับตาสถานการณ์นักขุดทั่วโลก

วิกฤตต้นทุนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐฯ เท่านั้น ประเทศที่เป็นศูนย์กลางการขุดอย่างจีนและรัสเซีย ซึ่งมีค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 0.11 ดอลลาร์ต่อ kWh ทำให้ต้นทุนการขุด BTC สูงถึง 88,869 ดอลลาร์ ขณะที่แคนาดาซึ่งมีค่าไฟถูกกว่าเล็กน้อยที่ 0.10 ดอลลาร์ต่อ kWh ก็ยังมีต้นทุนถึง 88,003 ดอลลาร์ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนสูงกว่าราคาตลาดปัจจุบัน
ในทางกลับกัน บางประเทศยังคงเป็นสวรรค์ของนักขุด เช่น ปารากวัย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 4% ของ Hashrate ทั้งหมดของ BTC มีต้นทุนการขุดเฉลี่ยเพียง 59,650 ดอลลาร์ เนื่องจากค่าไฟฟ้าสำหรับภาคธุรกิจอยู่ที่ 0.05 ดอลลาร์ต่อ kWh เท่านั้น

ในขณะที่นิวซีแลนด์กลายเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถทำการขุดได้อย่างสิ้นเชิง ด้วยต้นทุนที่สูงถึง 103,799 ดอลลาร์ต่อ BTC
ทางรอดของนักขุด: เมื่อ BTC ไม่คุ้มค่าอีกต่อไป
เมื่อการขุด BTC เริ่มให้ผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่า บริษัทเหมืองขุดยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ถึง 9 แห่ง เช่น MARA Holdings, Riot Platforms, Core Scientific และ Bitfarms ได้เริ่มปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจบางส่วนหรือทั้งหมดไปสู่การเป็น “ศูนย์ข้อมูลสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ในช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการแสวงหาแหล่งรายได้ใหม่เพื่อความอยู่รอด
Leo Wang รองประธานฝ่ายตลาดทุนของ Canaan กล่าวว่า บริษัทที่ต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนมักเป็นกลุ่มที่กู้ยืมเงินมากเกินไปหรือใช้ฮาร์ดแวร์ที่ล้าสมัยและมีราคาสูงเกินจริง ในขณะที่ Canaan ใช้กลยุทธ์ลดความเสี่ยงโดยพยายามรักษาต้นทุนค่าไฟฟ้าให้ต่ำกว่า 4 เซนต์/kWh และมีข้อตกลงที่ยืดหยุ่นในการลดหรือปิดการดำเนินงานในพื้นที่ที่ไม่คุ้มค่าได้
มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: อนาคตนักขุด BTC และจุดชี้ขาด
Alex de Vries ผู้ก่อตั้ง Digiconomist ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันการขุด BTC หนึ่งเหรียญต้องใช้พลังงานประมาณ 1.2 ล้าน kWh ซึ่งหมายความว่าหากราคา BTC อยู่ที่ 85,000 ดอลลาร์ ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เกินกว่า 7 เซนต์ต่อ kWh จะทำให้นักขุดเริ่มขาดทุนทันที และเขาก็ชี้ว่าการหาแหล่งพลังงานราคาถูกขนาดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทำให้การขุดแบบขาดทุน “จะเป็นเรื่องปกติมากในสถานที่ส่วนใหญ่”
ความท้าทายนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเหตุการณ์ Halving ครั้งต่อไปมาถึงในอีกประมาณ 2 ปีข้างหน้า (ปี 2028) ซึ่งจะลดรางวัลจากการขุดลงครึ่งหนึ่ง หากราคาของ BTC ไม่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น นักขุดทั่วโลกจะต้องเผชิญกับแรงกดดันที่หนักหน่วงยิ่งกว่าเดิมอย่างแน่นอน
Bitcoin Hyper: ทางเลือกใหม่ เมื่อการ “ขุด Bitcoin” ไม่คุ้มเหมือนเดิม

ในขณะที่ต้นทุนการขุด BTC พุ่งสูงจนเริ่มไม่สอดคล้องกับราคาตลาดจริง ระบบนิเวศของเครือข่าย Bitcoin ก็กำลังถูกบีบให้ต้อง “เปลี่ยนเกม” และนี่คือจุดที่โปรเจกต์อย่าง Bitcoin Hyper (HYPER) เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในฐานะโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ไม่ต้องพึ่งพาการขุดแบบเดิม
แทนที่จะผูกอนาคตไว้กับต้นทุนพลังงานและฮาร์ดแวร์ราคาแพง โปรเจกต์นี้เลือกที่จะต่อยอด BTC ผ่านโซลูชัน Layer-2 ที่ช่วยให้ BTC ถูกนำไปใช้งานได้จริงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้าน DeFi, dApps หรือธุรกรรมความเร็วสูง ด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าและไม่เพิ่มภาระให้เครือข่ายหลัก ซึ่งสอดคล้องกับบริบทปัจจุบันที่นักขุดและบริษัทคริปโตกำลังมองหารายได้จาก “การใช้งาน” มากกว่าการขุด
ในโลกที่การขุดเริ่มไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป โปรเจกต์อย่าง HYPER กำลังสะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านของ BTC จากสินทรัพย์ที่พึ่งพา Hashrate ไปสู่ระบบนิเวศที่สร้างมูลค่าจาก Utility และ Activity บนเครือข่ายจริง ซึ่งอาจกลายเป็นทิศทางสำคัญของ BTC ในยุคหลัง Halving และเป็นเหตุผลที่นักลงทุนเริ่มจับตาโปรเจกต์ Layer-2 นี้ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานที่ “โตไปพร้อม BTC” มากกว่าการสู้กับต้นทุนการขุดที่สูงขึ้นทุกปี
นอกจากนี้ ผู้ที่นำเหรียญไป Staking ในช่วงแรกยังจะได้รับผลตอบแทนสูงถึง 38% ต่อปี ทำให้ เหรียญ Presale นี้น่าสนใจทั้งในแง่ของการเติบโตและผลตอบแทนระยะยาว
หากคุณต้องการมุมมองเพิ่ม แนะนำให้อ่านบทวิเคราะห์ HYPER หรือศึกษาวิธีซื้อ HYPER ด้วยขั้นตอนง่ายๆ เพื่อให้ข้อมูลครบถ้วนก่อนตัดสินใจ
ติดตามข่าวสารอัปเดตสำคัญก่อนใครได้ที่ X และ Telegram
ยอดระดมทุนล่าสุด
ราคาจะถูกปรับขึ้นอีกครั้งภายใน: