บิทคอยน์ ทะลุ ATH ใหม่แล้ว! ทรัมป์เล็งลดดอกเบี้ยครั้งใหญ่ – USD ว่าไง?

บิทคอยน์ (BTC) ได้พุ่งทะยานทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-Time High หรือ ATH) อย่างเป็นทางการที่ $111,999 ทำลายสถิติเดิมที่เคยทำไว้ก่อนหน้านี้ลงอย่างราบคาบ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงการเริ่มต้นของตลาดกระทิงรอบใหม่สำหรับบิทคอยน์ ซึ่งได้รับแรงหนุนมหาศาลจากความสนใจของนักลงทุนสถาบันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับปัจจัยมหภาคอย่างนโยบายการเงินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตจากฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งกำลังสร้างสภาวะที่เอื้ออำนวยต่อการเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างมาก แต่นี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น!
นโยบาย Trump ส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง?
ปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วตลาดการเงินคือข้อเสนอของประธานาธิบดี Donald Trump ที่จะลดอัตราดอกเบี้ยลงถึง 300 basis points (3%) ซึ่งเป็นการลด “ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”
ตามรายงานการวิเคราะห์เชิงลึกของ The Kobeissi Letter ข้อเสนอในการลดอัตราดอกเบี้ยลง 300 basis points อาจนำไปสู่การขยายตัวทางการเงินครั้งใหญ่ ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนการจ่ายหนี้รายปีได้ถึง $870B อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อระบบการเงินในวงกว้าง
การแทรกแซงทางการเงินในระดับฉุกเฉินเช่นนี้ ในขณะที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตในอัตรา 3.8% ต่อปี อาจผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นเกิน 5% และยังอาจทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอีก 10% จากระดับปัจจุบัน
เมื่อพิจารณาจากข้อมูลในอดีต นโยบายการเงินเชิงรุกลักษณะนี้มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนื่องจาก Federal Reserve ไม่เคยลดอัตราดอกเบี้ยเกิน 75 basis points ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ได้อยู่ในภาวะถดถอยมาก่อน
ก่อนหน้านี้ การลดอัตราดอกเบี้ยแบบฉุกเฉินครั้งใหญ่สุดที่เคยเกิดขึ้น คือการปรับลด 100 basis points ในเดือนมีนาคม 2020 ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจจาก COVID19 โดยไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัวแต่อย่างใด

การวิเคราะห์จาก Kobeissi Letter คาดการณ์ถึงการเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์อย่างมหาศาล หากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดย S&P 500 อาจทะยานขึ้นเกินระดับ 7,000 จุด ราคาน้ำมันมีแนวโน้มแตะเกิน $80 ต่อบาร์เรล และทองคำอาจพุ่งสูงถึงเกิน $5,000 ต่อออนซ์
ในขณะเดียวกัน ราคาบ้านอาจเพิ่มขึ้นได้อีกราว 25% แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจำนองอาจลดลงจาก 7% เหลือ 4% griktแม้ว่าความสามารถในการซื้อจะดีขึ้น แต่ราคาบ้านที่พุ่งสูงก็ทำให้ข้อได้เปรียบนั้นหายไป
ราคา “บิทคอยน์” พุ่งทะยาน สวนทาง “ดอลลาร์สหรัฐฯ”
การเคลื่อนไหวนี้ส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ให้อ่อนค่าลงอย่างรุนแรง โดยดัชนีดอลลาร์ (Dollar Index) ร่วงลงถึง 10.1% ในปีนี้ นับเป็นการทำผลงานที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1973
สภาวะดอลลาร์อ่อนค่าเช่นนี้เป็นเหมือนสวรรค์สำหรับสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง “บิทคอยน์” เพราะทำให้นักลงทุนต้องมองหาสินทรัพย์ทางเลือกเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินที่เสื่อมลง ซึ่งบิทคอยน์ก็คือหนึ่งในคำตอบนั้น ดังนั้น การอ่อนค่าของดอลลาร์จึงเป็นแรงส่งสำคัญให้ราคา BTC ปรับตัวสูงขึ้น
ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนจำนวนมหาศาลออกจากดอลลาร์ไปยังสินทรัพย์ทางเลือกอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นทองคำที่ราคาปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง หรือแม้กระทั่งบิทคอยน์ที่กลายเป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรงจากสถานการณ์นี้
เราได้เห็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่ง เช่น Remixpoint และ Murano Global ประกาศเข้าซื้อบิทคอยน์มูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์เพื่อใช้เป็นสินทรัพย์ในคลังของบริษัท สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นว่าบิทคอยน์คือเครื่องมือป้องกันความเสื่อมของค่าเงินที่ดีที่สุดในยุคนี้ การที่ภาคธุรกิจหันมาลงทุนในบิทคอยน์จึงเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าจับตา
สถาบันการเงินแห่ลงทุน “Spot Bitcoin ETF” ตัวเลขพุ่งกระฉูด
นอกเหนือจากปัจจัยมหภาคแล้ว อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันราคาบิทคอยน์คือกระแสเงินทุนจากนักลงทุนสถาบันที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านกองทุน US Spot Bitcoin ETF ซึ่งล่าสุดมีเงินไหลเข้าสุทธิรายวันสูงถึง 80.08 ล้านดอลลาร์ ทำให้ยอดรวมเงินไหลเข้าสะสมพุ่งแตะ 49.94 พันล้านดอลลาร์แล้ว
ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสถาบันการเงินระดับโลกกำลังยอมรับบิทคอยน์ในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุนอย่างเต็มรูปแบบ การที่สถาบันให้ความสนใจในบิทคอยน์ขนาดนี้ถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ข้อมูลจาก SoSoValue ระบุว่า สินทรัพย์สุทธิรวมในกองทุนบิทคอยน์ ETF เหล่านี้มีมูลค่าสูงถึง $136.75B ซึ่งคิดเป็น 6.33% ของมูลค่าตลาดรวมของบิทคอยน์ทั้งหมด การที่สถาบันเข้ามาถือครองบิทคอยน์ในสัดส่วนที่สูงขนาดนี้ไม่เพียงแต่สร้างความต้องการมหาศาลในตลาด แต่ยังช่วยสร้างเสถียรภาพและเป็นฐานราคาที่แข็งแกร่งให้กับบิทคอยน์ในระยะยาวอีกด้วย

นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่ายุคของบิทคอยน์ที่ขับเคลื่อนโดยรายย่อยได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคที่สถาบันเป็นผู้เล่นหลักในตลาดบิทคอยน์แล้ว
วิเคราะห์กราฟ BTC: สัญญาณกระทิงชัดเจน เป้าต่อไป $132K?
ในกราฟราย 4 ชั่วโมงของ BTC ราคาทะลุผ่านระดับ 111,586 ดอลลาร์สหรัฐฯ ได้อย่างเด็ดขาด โดยสามารถทะลุโซนแนวต้านหลายโซนที่ 108,532 ดอลลาร์, 109,745 ดอลลาร์ และ 110,773 ดอลลาร์สหรัฐฯ ได้สำเร็จ ก่อนที่จะสร้างจุดสูงสุดใหม่

ในเชิงเทคนิค การที่ราคาบิทคอยน์สามารถทะลุแนวต้านสำคัญบริเวณ $108,500 – $111,500 ขึ้นมาได้อย่างเด็ดขาด ถือเป็นการยืนยันสัญญาณกระทิงแล้ว และแนวต้านเดิมเหล่านี้ได้แปรสภาพกลายเป็นแนวรับหลักแทน ซึ่งจะช่วยพยุงราคาบิทคอยน์หากมีการย่อตัวลงมา
การทะลุจุดสูงสุดเดิมทำให้ตอนนี้บิทคอยน์กำลังเคลื่อนที่อยู่ในโซนราคาใหม่ที่ไม่มีแนวต้านทางประวัติศาสตร์ (Price Discovery) ซึ่งเปิดโอกาสให้ราคาบิทคอยน์สามารถพุ่งขึ้นไปได้อีกไกล
นักวิเคราะห์ทางเทคนิคหลายคนชี้ไปที่กราฟรายสัปดาห์ของบิทคอยน์ ซึ่งปรากฏรูปแบบการกลับตัวที่ทรงพลังอย่าง ‘Inverse Head and Shoulders’
รูปแบบดังกล่าวบ่งชี้ถึงการสะสมพลังมาเป็นเวลานานของนักลงทุนสถาบัน และเมื่อคำนวณเป้าหมายราคาจากรูปแบบนี้ พบว่ามีโอกาสที่บิทคอยน์จะพุ่งขึ้นไปทดสอบระดับ $132,500 ได้ในอนาคตอันใกล้นี้ โดยมีเป้าหมายระยะสั้นแรกอยู่ที่บริเวณ $120,000 ซึ่งเป็นระดับจิตวิทยาที่สำคัญสำหรับบิทคอยน์ และเป็นเป้าหมายต่อไปที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามอง

ส่วนในกรณีที่เกิดการย่อตัว ราคามีแนวโน้มที่จะอยู่ในช่วง $109,000-$110,000
บทสรุป บิทคอยน์: ตลาดกระทิงเพิ่งเริ่มต้น จับตานโยบาย Trump
การที่ราคาบิทคอยน์สามารถทำลายสถิติสูงสุดใหม่ได้ในครั้งนี้ เป็นผลมาจากปัจจัยบวกที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ทั้งจากนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มผ่อนคลายสุดขั้วภายใต้การนำของ Trump ซึ่งส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่า และแรงซื้ออันมหาศาลจากกองทุน Spot Bitcoin ETF ของสถาบันการเงินชั้นนำ
การทะลุแนวต้านสำคัญพร้อมกับการยืนยันด้วยสัญญาณทางเทคนิคที่แข็งแกร่ง บ่งชี้ว่าตลาดกระทิงของบิทคอยน์ในรอบนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น นักลงทุนควรจับตาสถานการณ์ของบิทคอยน์อย่างใกล้ชิด เพราะนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ของบิทคอยน์สู่ระดับราคาใหม่ที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง อนาคตของบิทคอยน์ดูสดใสอย่างยิ่ง