Bitcoin ร่วงหลุด $86k แต่ทองคำทุบสถิติ $5K เป็นครั้งแรก!

ราคาทองคำพุ่งทะยานทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือระดับ $5,000 ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้าโลก ในทางกลับกัน ราคา Bitcoin (BTC) กลับปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ $86,000 ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่สวนทางกันอย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนกำลังเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและหันไปหาสินทรัพย์ปลอดภัย
ทองคำพุ่งทะลุ $5,000! สวนทาง BTC ที่ปรับตัวลง
ราคาทองคำสร้างสถิติใหม่ที่ $5,080 ในวันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2026 หลังจากราคาปรับตัวขึ้นมาแล้วถึง 17% ในปีนี้ อ้างอิงข้อมูลจาก Gold Price ปัจจัยหลักมาจากการที่นักลงทุนแห่เข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐฯ อาจจะต้องชัตดาวน์ และความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีของรัฐบาลทรัมป์ที่ขู่จะขึ้นภาษีศุลกากรกับแคนาดาถึง 100%
ไม่เพียงแต่ทองคำเท่านั้นที่ปรับตัวขึ้น เพราะโลหะเงิน (Silver) ก็พุ่งขึ้นทะลุ $107 ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยปรับตัวขึ้นถึง 48% ในปี 2026 นี้ สวนทางกับตลาดคริปโตอย่างสิ้นเชิง โดยราคา Ethereum (ETH) ได้ร่วงลงต่ำกว่า $2,800 ในวันอาทิตย์ ซึ่งลดลงมากกว่า 40% จากจุดสูงสุดตลอดกาลที่ $4,946 เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
วิเคราะห์ความสัมพันธ์ Bitcoin และทองคำที่พังทลาย
ในขณะที่ทองคำทำนิวไฮ ราคา BTC กลับร่วงลงกว่า 1.8% ในวันเดียว ซึ่งหักล้างกำไรทั้งหมดที่ทำมาได้ในปีนี้ โดยลงไปแตะจุดต่ำสุดในรอบ 5 สัปดาห์ที่ระดับต่ำกว่า $86,000 บน Coinbase ตามข้อมูลจาก TradingView ทำให้ตอนนี้ราคาอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดในเดือนตุลาคมที่ $126,000 ถึงราว 30%
ความสัมพันธ์ที่เคยมีระหว่าง BTC และทองคำในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกดูเหมือนจะพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง ข้อมูลจาก Google Finance ชี้ให้เห็นว่าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำพุ่งขึ้นถึง 83% ในขณะที่ราคา BTC กลับลดลง 17% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของเงินทุนที่สวนทางกันอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจัยมหภาคกดดันตลาด: ทำไมนักลงทุนเลือกทองคำแทน Bitcoin?
Jeff Mei ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ BTSE Exchange ให้ความเห็นว่า การที่ทองคำพุ่งขึ้นและคริปโตปรับตัวลงนั้น เป็นผลมาจากความกังวลว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจจะต้องปิดตัวลงปลายเดือนนี้ นอกจากนี้ ตลาดยังได้คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับปัจจุบัน เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจและการจ้างงานที่แข็งแกร่งกว่าที่คาด
Jeff Mei อธิบายเพิ่มเติมว่า “โดยปกติแล้ว ในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน เงินทุนจะไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และทองคำ แต่เนื่องจากความเสี่ยงเรื่องการชัตดาวน์ของรัฐบาลและคำขู่เรื่องภาษีของทรัมป์ ทำให้นักลงทุนทั่วโลกมีความเชื่อมั่นในพันธบัตรลดลง และหันไปหาทองคำแทน” ซึ่งนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง BTC
Bitcoin Hyper: เหรียญ L2 กับโอกาสปลดล็อก Utility ใหม่ให้ BTC

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา BTC ถูกมองเป็น “Store of Value” มากกว่าสินทรัพย์ที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ด้วยข้อจำกัดด้านความเร็ว ค่าธรรมเนียม และความยืดหยุ่นของเครือข่าย แต่การมาถึงของ Bitcoin Hyper (HYPER) กำลังเปิดความเป็นไปได้ใหม่ว่า BTC อาจไม่ได้หยุดอยู่แค่บทบาทของทองคำดิจิทัลอีกต่อไป
HYPER ถูกออกแบบมาเพื่อเติมเต็มจุดที่เครือข่าย BTC ทำได้ไม่ดีนัก โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการทำธุรกรรม ค่าธรรมเนียมที่ต่ำลง หรือการรองรับแอปพลิเคชันรูปแบบใหม่ในอนาคต โดยแนวคิดหลักคือการสร้างโครงสร้างที่ทำให้ BTC สามารถเชื่อมต่อกับโลกของ DeFi, dApps และระบบการเงินดิจิทัลยุคใหม่ได้ง่ายขึ้น โดยไม่กระทบความปลอดภัยของเครือข่ายหลัก
ในระยะยาว โครงการใหม่นี้อาจทำให้ BTC ไม่ได้ถูกใช้แค่ “ถือรอราคาขึ้น” แต่สามารถนำไปใช้งานจริงได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินที่รวดเร็ว การใช้เป็นสื่อกลางในแพลตฟอร์มการเงิน หรือการต่อยอดสู่ use case ใหม่ๆ ที่ก่อนหน้านี้แทบเป็นไปไม่ได้บนเครือข่ายดั้งเดิม
หากแนวคิดนี้เดินหน้าได้ตามแผน HYPER ก็อาจกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ช่วยขยายบทบาทของ BTC จากสินทรัพย์เก็บมูลค่า ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ใช้งานได้จริงในอนาคต
อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทวิเคราะห์ HYPER และอย่าลืมดูวิธีซื้อโทเค็นทีละขั้นตอน เพื่อทำความเข้าใจโอกาสให้ชัดเจน และติดตามประกาศสั้น ๆ ได้ทาง X และ Telegram
ยอดระดมทุนล่าสุด
ราคาจะถูกปรับขึ้นอีกครั้งภายใน: